เมื่อเข้าสู่ตัวเมือง กองทัพซ่งก็เริ่มปรับยุทธวิธีตามสภาพภูมิประเทศทันที
แบ่งกำลังออกเป็นหมู่ แต่ละหมู่มี 50 นาย พร้อมปืนใหญ่ 3 กระบอก
ปืนใหญ่มีไว้ข่มขวัญศัตรูโดยเฉพาะ และใช้โจมตีแนวรบของฝ่ายตรงข้าม
ยุทธวิธีนี้เป็นสิ่งที่สำนักฝึกทหารคิดค้นขึ้น หลังรวบรวมความเห็นจากกองทัพชายแดนแต่ละแห่ง นับเป็นหนึ่งในยุทธวิธีมาตรฐานสำหรับการรบในตรอกซอกซอยของกองทัพซ่งในยามนี้
จุดเด่นที่สุดของยุทธวิธีนี้คือการใช้ปืนใหญ่ได้อย่างยืดหยุ่นและเต็มประสิทธิภาพ โจมตีแนวกระบวนทัพของศัตรูในเวลาอันสั้น ทำให้กำลังรบของอีกฝ่ายลดลงอย่างมาก
จ้าวหนิงรออยู่ด้านนอกอย่างอดทน ส่วนหน่วยสอดแนมก็ทยอยส่งข่าวใหม่จากในเมืองมาไม่ขาดสาย
“ฝ่าบาท กองทัพของเราตีข้าศึกแตกในเบื้องต้นแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
“ฝ่าบาท กองทัพของเราบีบข้าศึกให้ถอยร่นไปถึงใจกลางเมืองแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
“ฝ่าบาท ข้าศึกพยายามหนีออกทางประตูเมืองตะวันออก แต่ถูกทหารม้าของเราสกัดไว้ สังหารจนสิ้นพ่ะย่ะค่ะ!”
“ฝ่าบาท กองทัพของเรากดดันข้าศึกได้ทั่วทั้งแนวแล้ว บัดนี้ข้าศึกทางตะวันตกกำลังต้านทานอย่างสุดกำลังพ่ะย่ะค่ะ!”
“ฝ่าบาท กองทัพของเราสังหารทหารข้าศึกไปแล้วอย่างน้อย 3,000 นายพ่ะย่ะค่ะ!”
“……”
ข่าวชัยชนะฉบับแล้วฉบับเล่าทยอยส่งมาราวกับเกล็ดหิมะ ทำให้หลี่เหรินจง หลี่อวี้ และหมี่ฉินหรงเหย่ซึ่งยืนอยู่ใต้แท่นบัญชาการ ต่างมีสีหน้าตื่นตะลึง
จ้าวหนิงกล่าวเสียงเย็น “ส่งคำสั่งให้จางป๋อเฟิน สังหารต่อไป! สังหารจนกว่าจะไม่มีผู้ใดต่อต้านอีก!”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
ความแค้นระหว่างต้าซ่งกับซีเซี่ยสั่งสมมานานกว่าร้อยปี แม้ในรัชสมัยนี้จะมีช่วงเวลาแห่งสันติสุขเพียงไม่กี่ปี แต่เมื่อทั้งสองฝ่ายเปิดศึกกันในสนามรบ ก็ล้วนสู้กันจนกว่าจะตายไปข้างหนึ่ง
