ยามนั้น ณ ปากหอคณิการิมฝั่งแม่น้ำฉินหวย มีกลุ่มบัณฑิตแต่งกายหรูหราเดินเข้ามา
“คุณชายหลิว พวกเราก่อเรื่องกันมาหลายวันแล้ว ราชสำนักมีปฏิกิริยาอันใดบ้างหรือไม่?”
ชายหนุ่มผู้หนึ่งนามหวังชุยเอ่ยถาม
ชายหนุ่มที่อยู่ข้างกายเขาคือหลิวชิง บุตรชายของหลิวเปี่ยว คนที่นำกลุ่มบัณฑิตไปหามป้ายขงจื่อล้อมที่ว่าการจือฝู่เมื่อวันที่สิบเดือนหก
หลิวชิงกล่าวว่า “เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องกังวล ยิ่งก่อเรื่องใหญ่โต ราชสำนักก็ยิ่งไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่าม การยอมอ่อนข้อและเจรจากันย่อมเป็นผลดีต่อทุกฝ่าย”
“นั่นสิ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าราชสำนักจะกล้าส่งกองทัพมาสังหารพวกเราจนหมด!” ชายหนุ่มนามหลิวเหยียนกล่าว
“ฮ่า ๆ นั่นย่อมเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว!”
ทุกคนเดินเข้าไปในหอชมจันทร์
แม่เล้าพาหญิงสาวทั้งหลายเข้ามารุมล้อมในทันที
เมื่อเห็นหลิวชิง แม่เล้าก็ยิ้มจนหุบปากไม่ลง เขาคือเศรษฐีใหญ่ ทุกครั้งที่มา ล้วนควักเงินอย่างใจกว้าง
“คุณชายหลิว เชิญด้านในเจ้าค่ะ”
“ท่านแม่จาง ยังมีห้องส่วนตัวหรือไม่?”
“มีเจ้าค่ะ มี! ห้องหมายเลขหนึ่งบนชั้นบนสุดซึ่งอยู่ในเขตอักษรเทียน ข้าจัดไว้ให้คุณชายหลิวแล้ว ทำเลดีที่สุด นั่งอยู่ตรงนั้นก็ชมทิวทัศน์แม่น้ำฉินหวยได้ ทั้งยังจัดหญิงงามที่สุดไว้ให้ทุกท่านด้วย”
“ฮ่า ๆ ดี ให้รางวัล!”
หลิวชิงหยิบถุงเงินออกมาโยนให้แม่เล้า
แม่เล้ายิ่งตื่นเต้นยินดี
ทุกคนที่นี่ล้วนแต่งกายหรูหรา เพียงเสื้อคลุมชั้นนอกชุดเดียว เกรงว่าอย่างน้อยก็มีราคากว่าสามสิบก้วน
ต้องรู้ว่าในค่ายทหารห่างไกลบางแห่งของส่านซี ทหารจำนวนมากสวมเสื้อผ้าชุดหนึ่งอยู่ได้หลายปี
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้เพราะจ้าวหนิงพยายามหาทุกหนทาง ทุ่มเทความคิดทุกวิถีทางเพื่อส่งเสบียงและเงินทองไปหล่อเลี้ยงแนวหน้า
