กล่าวจบ หลี่กังก็หมุนกายจากไปอย่างรวดเร็ว
“ท่านอัครมหาเสนาบดีหลี่ ท่านจะไปที่ใดหรือ?”
“พวกเจ้าไม่เห็นหรือ?” หลี่กังแหวกผ่านฝูงชน พลางชี้ไปยังควันเขียวที่ลอยสูงขึ้นอย่างช้า ๆ
“เห็นสิ่งใด?”
“นั่นคือสัญญาณจากเหยาเจิ้งที่บอกพวกเราว่าเขาจะตัดสินศึก เขากำลังบอกว่าต้องการให้พวกเราช่วย!”
บัณฑิตผู้นี้มีอายุใกล้ห้าสิบแล้ว เวลานี้ดูคล้ายไม่อาจสะกดกลั้นอารมณ์ได้อีกต่อไป
“แต่ท่านอัครมหาเสนาบดีหลี่ พวกเรามีกำลังพลที่ยังออกรบได้เหลือเพียงหกพันนาย หากออกจากเมืองไปตัดสินศึกกับกองทัพจิน แล้วพ่ายแพ้ขึ้นมา ชางโจวย่อมตกอยู่ในอันตราย!”
“ชางโจวตกอยู่ในอันตรายหรือ? หากวันนี้พวกเราขลาดกลัวจนไม่ออกไปรบ แผ่นดินทั้งใต้หล้าต่างหากที่จะตกอยู่ในอันตราย!” หลี่กังหยุดฝีเท้า หันกลับไปมองคนเหล่านั้น แววตาคมกริบราวดาบสองเล่ม “จางสั่ว ฟู่เลี่ยง ตลอดจนทหารหลายพันนายต่างสละชีพเพื่อชาติ! ยามเผชิญหน้ากับกองทัพจิน เหตุใดพวกเขาไม่อาศัยม้าเร็วหนีกลับเมืองชางโจว? เหตุใด!”
กล่าวจบ เขาก็หันกายมุ่งหน้าไปยังบันไดอย่างรวดเร็ว
สายตาของทุกคนรอบข้างจับจ้องมาที่เขา
ในชั่วขณะนี้ ชายร่างผอมบางผู้นี้กลับดูประหนึ่งยักษ์ใหญ่ผู้หยัดยืนอยู่ระหว่างฟ้าดิน เขากล่าวเสียงดังว่า “พวกเราสู้รบเพื่อสิ่งใด! เพื่อไพร่ฟ้าทั้งใต้หล้า! เพื่อแสงไฟนับหมื่นครัวเรือนเบื้องหลัง! เพื่อบิดามารดาของพวกเจ้า เพื่อบุตรหลาน! จงสู้ตายกับข้าศึกจินจนถึงที่สุด!”
หลังความเงียบงันชั่วครู่ ทุกคนก็ส่งเสียงตะโกนก้อง “สู้ตายจนถึงที่สุด!”
เสียงนั้นดังก้องไปทั่วกำแพงเมือง ราวเกลียวคลื่นถาโถม
