เช้าตรู่วันที่ 8 เดือนสิบ ฟ้าสางพอดี ลมหนาวปลายสารทพัดโหมไปทั่วที่ราบเหอเป่ย สรรพสิ่งร่วงโรยเงียบเหงา
เมื่อผ่านแนวป่าเบื้องหน้าไป ก็จะพบทุ่งรกร้างสุดลูกหูลูกตา
นับแต่กองทัพจินยกทัพลงใต้เมื่อปีก่อน ผู้คนล้มตายไปนับไม่ถ้วน ส่วนที่เหลือก็พากันหลบหนี
หลายพื้นที่ในเหอเป่ยยังมีโจรปรากฏขึ้นอีก อย่างเช่นหยางจิ้น ฉวยโอกาสรวบรวมผู้คนจำนวนมากในช่วงเวลานี้ ยึดพื้นที่ตั้งตนเป็นใหญ่ อ้างว่ามีไพร่พลถึงหนึ่งแสนคน ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา อาศัยช่วงที่การปกครองของราชสำนักในแถบนี้พังทลาย อาละวาดไปทั่วดินแดนจี้โจว
จี้โจวซึ่งเดิมก็ทุกข์ทรมานจากภัยสงครามอยู่แล้ว บัดนี้ผู้คนยิ่งเดือดร้อนจนแทบไม่มีทางรอด
กองทหารม้าราว 200 นายควบมุ่งหน้าไปยังตัวเมืองอำเภอเหิงสุ่ยอย่างรวดเร็ว
ผู้ที่นำหน้าอยู่คือเซียวปู้หลี่ ซึ่งเพิ่งออกจากเหิงสุ่ยไปเมื่อสองวันก่อน
เมื่อเห็นเซียวปู้หลี่ ทหารรักษาการณ์อำเภอเหิงสุ่ยก็ไม่สงสัยแม้แต่น้อย รีบเปิดประตูเมืองให้
เซียวปู้หลี่สั่งทหารรักษาเมืองว่า “ไปเรียกหยางจิ้นมาพบข้า!”
หัวหน้าทหารรักษาเมืองเป็นหลานชายของหยางจิ้น มีชื่อว่าหยางจง เขาฝืนยิ้มประจบประแจงอย่างยิ่ง “ไม่ทราบว่าใต้เท้ามาหาท่านหัวหน้าของพวกเราด้วยเรื่องใดหรือ?”
เซียวปู้หลี่กล่าวด้วยภาษาฮั่นที่ติดขัดว่า “อย่าพูดมาก ให้เขาออกมา!”
เซียวปู้หลี่แสร้งทำเป็นสงบนิ่ง ทว่าแผ่นหลังชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็น เพราะรอบกายล้วนเป็นทหารซ่งที่ปลอมตัวมา หากเขาไม่ให้ความร่วมมือ คงถูกสังหารในทันที ไม่มีโอกาสหนีแม้แต่น้อย
“ใต้เท้า หัวหน้าของพวกเราพาคนไปอำเภอฟู่เฉิงแล้ว”
“อ้อ ไปตั้งแต่เมื่อใด?”
“ออกเดินทางเมื่อวานขอรับ”
หวังกุ้ยหันไปโบกมือให้คนข้างกายทันที
