“เหตุใดกองทัพซ่งจึงมาถึงที่นี่ได้?” ฮูเอ่อร์จาฮูซือถามด้วยความตกตะลึง
“ยังจะถามอีกหรือ มิใช่เพราะเจ้าหาเรื่องใส่ตัว ส่งคนไปยั่วยุราชสำนักสวรรค์หรอกหรือ!” รอยยิ้มบนใบหน้าอาล่าฮูสือแทบปิดบังไว้ไม่มิดแล้ว
“พวกเจ้ารอนแรมมาไกลถึงที่นี่ ย่อมเป็นกองทัพที่อ่อนล้า เผ่าเค่อเลี่ยของข้ายังมีกองทัพจำนวนมากตั้งมั่นอยู่โดยรอบ ยามนี้พวกเขาคงพบร่องรอยของพวกเจ้าแล้ว หากปล่อยข้าไปเดี๋ยวนี้ แล้วรีบมาขอขมา ยังพอทันการ”
อาล่าฮูสือแปลคำพูดของฮูเอ่อร์จาฮูซือให้ฟังทันที ก่อนกล่าวกับเยว่อวิ๋นว่า “เจ้าคนชั่วผู้นี้ไม่เพียงไม่ยอมจำนน ยังข่มขู่พวกเราอีกด้วย มันบอกว่ามีกองกำลังอีกมากอยู่โดยรอบ ให้พวกเรายอมจำนนเสียโดยไว มิฉะนั้นจะสังหารพวกเราทั้งหมด!”
“จนป่านนี้ยังไม่ยอมอ่อนข้อ หรือจะตัดหัวเสียเลยดี?” ลู่โหยวกล่าว
“ตัดหัว!” เยว่อวิ๋นออกคำสั่ง
ทหารซ่งหลายคนลากฮูเอ่อร์จาฮูซือไปไว้ด้านข้าง ทันทีที่เห็นดังนั้น ฮูเอ่อร์จาฮูซือก็เดาได้ว่ากองทัพซ่งจะจัดการกับตนอย่างไร จึงขวัญเสียขึ้นมาทันที เขารีบร้องว่า “ข้ามีเรื่องสำคัญจะบอกพวกท่าน!”
เยว่อวิ๋นถามว่า “เขาพูดว่าอะไร?”
อาล่าฮูสือตอบว่า “เขาบอกว่ามีเรื่องสำคัญจะเรียนท่าน”
“พาตัวกลับมา”
ฮูเอ่อร์จาฮูซือถูกพาตัวกลับมาอีกครั้ง ใบหน้าของเขาซีดเผือดราวกระดาษ เรี่ยวแรงและชีวิตชีวาราวกับถูกสูบออกไปจนหมด ดวงตาเหม่อลอย
เยว่อวิ๋นถามเสียงเย็นว่า “เจ้ามีอะไรจะพูด?”
“ท่านทูตแห่งราชสำนักสวรรค์ โปรดไว้ชีวิตข้าด้วย ข้าถูกคนเผ่าฉีเหยียนยุยง จึงถูกความหลงผิดครอบงำ!” ฮูเอ่อร์จาฮูซือยอมอ่อนข้อในทันที
