จ้าวหนิงกล่าวต่อว่า “แล้วจะปกครองด้วยคุณธรรมได้อย่างไร?”
หยางสือกล่าวว่า “แต่งตั้งขุนนางด้วยคุณธรรม ย่อมเกิดการปกครองด้วยคุณธรรมพ่ะย่ะค่ะ”
“แล้วจะแต่งตั้งขุนนางด้วยคุณธรรมได้อย่างไร?”
“ครั้งก่อนจักรพรรดิถังไท่จงทรงเปิดช่องทางรับฟังความเห็นอย่างกว้างขวาง รัชศกเจินกวนจึงเป็นยุคแห่งความเที่ยงธรรม ความเที่ยงธรรมคือคุณธรรมอันยิ่งใหญ่พ่ะย่ะค่ะ หากฝ่าบาททรงเปิดช่องทางรับฟังความเห็นอย่างกว้างขวาง ผู้มีคุณธรรมและปัญญาทั่วหล้าย่อมมุ่งใจมาสวามิภักดิ์”
“สิ่งที่ท่านกล่าวคือ ขอเพียงเราผู้เป็นจักรพรรดิเปิดช่องทางรับฟังความเห็นอย่างกว้างขวาง ผู้มีคุณธรรมและปัญญาทั่วหล้าก็จะหลั่งไหลมาหรือ?”
“กระหม่อมหมายความเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ”
“กิจการในราชสำนักมีมากมาย จะรับประกันได้อย่างไรว่า คนที่มาเป็นผู้ที่เราต้องการในยามนี้?”
หยางสือถึงกับพูดไม่ออกชั่วขณะ
จ้าวหนิงกล่าวต่อว่า “เรากลับเห็นว่า ผู้ปกครองบ้านเมืองมิอาจนั่งรอความสำเร็จโดยไม่ลงมือทำ ขงจื่อกล่าวว่า ‘สั่งสอนโดยไม่แบ่งชนชั้น’ ผู้มีความสามารถนั้นต้องบ่มเพาะขึ้นมา”
ความหมายของคำว่า ‘สั่งสอนโดยไม่แบ่งชนชั้น’ คือ ทุกคนล้วนได้รับการศึกษาได้ ไม่ควรกีดกันผู้ใดออกจากการศึกษาเพียงเพราะความร่ำรวยหรือยากจน สูงศักดิ์หรือต่ำต้อย ฉลาดหรือเขลา ดีหรือชั่ว
ดังนั้น แท้จริงแล้วแนวคิดมากมายของขงจื่อเรียบง่ายและเปี่ยมด้วยพลังสร้างสรรค์ยิ่ง
หยางสือไม่อาจหยั่งรู้ได้ว่าจ้าวกวนเจียคิดจะทำสิ่งใดกันแน่
จ้าวหนิงกล่าวต่อว่า “ในเมื่อผู้มีความสามารถจำเป็นต้องได้รับการบ่มเพาะ ทั้งยังไม่ควรจำกัดด้วยชาติกำเนิด เรากลับเห็นว่าราชสำนักควรจัดตั้งสถานศึกษาเพื่ออบรมสั่งสอน”
หยางสือกล่าวว่า “ฝ่าบาททรงลืมไปแล้วหรือว่าขุนนางในราชสำนักส่วนใหญ่มาจากการสอบคัดเลือก ขุนนางที่ผ่านการสอบล้วนอ่านตำราปราชญ์เมธีพ่ะย่ะค่ะ!”
“แล้วขุนนางฉ้อฉลกับคนชั่วช้าต่ำทรามลดน้อยลงบ้างหรือไม่?”
หยางสือถึงกับพูดไม่ออกอีกครั้ง
