จงวั่งกล่าวต่อว่า “เหอปู้เล่อมีความทะเยอทะยานสูง ข้าจะกราบทูลฝ่าบาท ให้เจ้านำทัพบุกตะวันตกเพื่อไถ่โทษด้วยความชอบ”
อูจู๋กล่าวว่า “ข้าจะไม่ทำให้พี่รองผิดหวัง!”
จงวั่งถอนหายใจอีกครั้งแล้วกล่าวว่า “โหลวซื่อป่วยตายแล้ว”
“ข้าก็ได้ยินมาแล้ว”
จงวั่งถามขึ้นอย่างเคร่งขรึมว่า “หากขุนศึกผู้ร่วมก่อตั้งแคว้นในรุ่นก่อนทยอยล่วงลับไป ขณะที่ระบบการปกครองภายในต้าจินยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง จะเกิดอะไรขึ้น?”
“ย่อมเกิดความวุ่นวายภายใน ไม่ต้องรอให้แคว้นซ่งยกทัพมา พวกเราก็จะชิงแตกแยกกันเองก่อน”
“เข้าใจก็ดีแล้ว แข็งแกร่งแต่ไม่รุ่งเรือง ย่อมได้เพียงอวดบารมีชั่วครู่ อามาในอดีตนำผู้คนต่อต้านเหลียวเดิม มิใช่เพียงเพื่อแสดงอำนาจชั่วครั้งชั่วคราว”
อูจู๋ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวขึ้นอีกว่า “ข้าได้ยินว่าซ่างจิงส่งทูตไปยังซ่งแล้วหรือ?”
“กลับไปแล้ว”
“เจรจากันเป็นอย่างไรบ้าง?”
“ไม่มีอะไรให้เจรจา”
อูจู๋ถามว่า “ฮ่องเต้ซ่งไม่ยินยอมเจรจาสงบศึกหรือ?”
“เขาไม่ยินยอมถวายตัวเป็นขุนนางและส่งบรรณาการต่างหาก”
“แล้วต่อจากนี้จะทำอย่างไร?”
จงวั่งจิบสุราแล้วหัวเราะ “รอฟังการจัดการจากซ่างจิง”
อูจู๋มิได้พำนักอยู่ในเยียนจิงต่อ ไม่นานก็จากไป
ยามนี้แคว้นจินกำลังปวดเศียรเวียนเกล้า ที่จริงจ้าวหนิงเองก็ปวดเศียรยิ่งกว่า
เรื่องเจรจาสงบศึก ก็ต้องดูว่าใครจะอดทนได้มากกว่ากัน
เรื่องถวายตัวเป็นขุนนางและส่งบรรณาการน่ะหรือ อย่าได้คิดเจรจาเสียให้ยาก
ซีเซี่ยถูกคนของจ้าวหนิงโต้กลับไปยกหนึ่ง แล้วโยนแรงกดดันไปให้แคว้นจินอีกทอด
กล่าวโดยสรุป ยามนี้สามแคว้นต่างฉุดรั้งกันไปมา
นี่คือการชิงต่อรองเพื่อช่วงชิงแต้มต่อ ก่อนที่ดุลอำนาจใหม่จะมาถึง
แต่หากว่านเหยียนอู๋ฉี่ไหม่รู้ว่าการคลังของจ้าวหนิงใกล้พังทลาย บางทีเขาคงไม่ส่งคนมาเจรจาสงบศึก
