วันที่ 2 เดือนสิบ กองทัพจินเริ่มเคลื่อนพลเข้าประชิดค่ายหลวงของจ้าวหนิงอย่างเป็นขั้นเป็นตอน
หน่วยสอดแนมส่งข่าวกลับมาไม่ขาดสาย ขณะที่เสียงหัวเราะเริงร่าดังออกมาจากค่ายใหญ่ของกองทัพซ่งเป็นระยะ
ว่านเหยียนเหมิงซื่อได้ยินดังนั้นก็พลันฮึกเหิมขึ้นมา “ดีเหลือเกิน! กองทัพซ่งมัวแต่หลงระเริงกับการละเล่น กองทัพเราย่อมฉวยโอกาสเผด็จศึกได้โดยไว!”
ว่านเหยียนอาหลู่ปู่ซึ่งเพิ่งถูกสั่งสอนมาหมาด ๆ เห็นได้ชัดว่าไม่ได้ตื่นเต้นเท่าว่านเหยียนเหมิงซื่อผู้มาใหม่ เขากล่าวอย่างระแวดระวัง “ชาวซ่งเจ้าเล่ห์ ในนี้ต้องมีเล่ห์กลเป็นแน่!”
“ท่านอาหลู่ปู่ กองทัพซ่งมีดีแต่เปลือก มิใช่คู่ควรให้หวาดกลัว!” ว่านเหยียนเหมิงซื่อหัวเราะลั่น “ได้ยินมาว่ากองทัพเสินอู่ของเยว่เฟยเป็นกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดของแคว้นซ่ง วันก่อนข้านำทหารเกราะหนักเข้ารบกับพวกเขา กองทัพซ่งต้านทานมิได้แม้แต่น้อย หากมิใช่ท่านแม่ทัพใหญ่สั่งถอนทัพ ข้าคงตัดหัวสุนัขของเยว่เฟยมาได้แล้ว!”
ว่านเหยียนอาหลู่ปู่ดูแคลนอยู่ในใจ ทว่ากลับฝืนยิ้ม “เหมิงซื่อช่างเป็นขุนพลกล้าหาญใต้บัญชาท่านแม่ทัพใหญ่จริง ๆ!”
แม้อาหลู่ปู่จะมีตำแหน่งสูงกว่าเหมิงซื่อ แต่จะให้ทำอย่างไรได้ ในเมื่อเขาเพิ่งพ่ายศึกมา?
ใครใช้ให้ว่านเหยียนเหมิงซื่อมีกองทัพชั้นยอดอยู่ในมือเล่า?
แม้ตำแหน่งจะสูงกว่า ยามนี้ก็ต้องวางตัวสุภาพเสียหน่อย
ว่าไปแล้ว ในเมื่อว่านเหยียนเหมิงซื่ออยากออกรบถึงเพียงนี้ ว่านเหยียนอาหลู่ปู่จะขัดขวางได้อย่างไร? แต่มีข้อแม้ว่าเจ้าต้องไปออกรบเอง ส่วนข้าจะรอชมอยู่ข้างหลัง
