“หลี่หุยกล่าวว่ามีคนส่งข่าวไปให้เขา”
“ผู้ใด?”
“เขาบอกว่าไม่รู้จัก”
จ้าวกวนเจียตรัสถามว่า “เจ้าเชื่อที่เขาพูดหรือ?”
“กระหม่อมไม่เชื่อพ่ะย่ะค่ะ”
“เหตุใดจึงไม่เชื่อ?”
“หากเขาไม่รู้จัก แล้วจะมีแรงจูงใจใดไปยุยงหวังฝู่เล่าพ่ะย่ะค่ะ?”
จ้าวกวนเจียนั่งอยู่ตรงนั้น หลับตาพักผ่อนพลางครุ่นคิด
ผ่านไปครู่ใหญ่จึงตรัสว่า “เขาอาจไม่รู้จักก็ได้ คนที่ส่งข่าวไปหาเขาเป็นเพียงเครื่องมือ”
เครื่องมืออย่างนั้นหรือ?
เกาชิวรู้สึกว่าคำนี้ที่จ้าวกวนเจียใช้ช่างเหมาะเจาะยิ่งนัก
เกาชิวกล่าวว่า “หากกระหม่อมเป็นหลี่หุย แล้วมีคนส่งข่าวมาบอกเรื่องสำคัญเช่นนี้ กระหม่อมคงไม่กล้าเชื่อ และไม่กล้ายุยงผู้อื่นตามอำเภอใจพ่ะย่ะค่ะ”
“นั่นเป็นเจ้า” จ้าวกวนเจียเหลือบมองเกาชิว “หากเจ้าถูกบีบให้ลาออก เงินเดือนถูกระงับทั้งหมด ทั้งยังผ่านการตรวจสอบทรัพย์สิน ถูกบีบให้ขายขาดทุน กิจการของตระกูลก็ถูกบังคับให้ขาย จนชีวิตขัดสน เจ้าจะทำอย่างไร?”
เกาชิวชะงักไป ก่อนกล่าวว่า “หลี่หุยยามนี้...”
“รายชื่อที่เฉียนอวี้ชิงตรวจสอบทรัพย์สินเมื่อเดือนก่อนมีชื่อหลี่หุยอยู่ด้วย เดิมทีหลี่หุยยังคงมียศขุนนางกิตติมศักดิ์ แต่เมื่อเดือนก่อนมีคนร้องเรียนว่าตระกูลของเขาอาศัยฐานะและยศขุนนางทำการค้า ซึ่งต้องห้ามตามข้อกำหนดการบริหารขุนนางต้าซ่ง มีคนจากสำนักตรวจการยื่นฎีกากล่าวโทษเขา สำนักบูรพาจึงถอดยศขุนนางกิตติมศักดิ์ของเขาไปด้วย ทรัพย์สินส่วนเกินทั้งหมดต้องถูกยึด ไม่ก็ขายในราคาถูก”
เกาชิวอดประหลาดใจไม่ได้ ไอ้หมา...เอ่อ ไม่สิ จ้าวกวนเจียผู้นี้กลับจดจำได้ละเอียดถึงเพียงนี้
