วันที่ 28 เดือนเจ็ด ข่าวที่หน่วยลาดตระเวนของทัพจินนำกลับมาทำให้ว่านเหยียนซีอินรู้สึกถึงความผิดปกติอยู่บ้าง
เกาชิ่งอี้กล่าวว่า “กองทัพซ่งยกทัพไปทางตะวันออกเพื่อบุกโครยอ แต่ทหารรักษาการณ์ที่ฟู่โจวกลับมิได้ลดลง นั่นแสดงว่ากองทัพซ่งเพิ่มกำลังพลขึ้น”
“กองทัพซ่งยกทัพไปบุกโครยอครานี้ส่งกำลังพลไปเท่าใด?”
“ก่อนหน้านี้รายงานมาว่า ส่งเรือลำใหญ่ไปไม่น้อยกว่า 30 ลำ”
“ดูท่ากองทัพซ่งมิได้เคลื่อนกำลังพลจากฟู่โจวเพียงแห่งเดียว”
เกาชิ่งอี้ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนกล่าวว่า “ท่านหมายความว่า กองทัพซ่งโยกกำลังพลมาจากที่อื่นด้วยหรือ?”
“อาจโยกมาจากแนวป้องกันชางโจว” ว่านเหยียนซีอินกล่าว “ชางโจวเป็นเมืองทหารของแคว้นซ่งที่อยู่ใกล้ฟู่โจวที่สุด”
“เช่นนั้นพวกเราก็อาจพิจารณาส่งทหารออกจากเหอเจียนฝู่ได้!” เกาชิ่งอี้เริ่มตื่นเต้น คนที่นิยมการรบอย่างเขา ขอเพียงเห็นช่องทางแม้เพียงน้อยนิด ก็คิดจะเปิดศึกขึ้นมาแล้ว
“เมื่อแนวป้องกันชางโจวอ่อนกำลังลง พวกเราก็ยกทัพลงใต้จากชางโจว จุดไฟสงครามให้ลุกโชนขึ้นอีกครั้งที่จิงตง จากนั้นรุกลึกเข้าสวีโจว แล้วเข้าสู่สองหวย!”
ยิ่งคิดเกาชิ่งอี้ก็ยิ่งตื่นเต้น “ส่วนเหตุผลในการยกทัพ ก็กล่าวว่าเอกอัครราชทูตที่พวกเราส่งไปโครยอถูกกองทัพซ่งสังหาร จึงต้องแก้แค้นแทนทูต!”
ว่านเหยียนซีอินถอนหายใจแล้วกล่าวว่า “กองทัพซ่งกล้าโยกคนไปฟู่โจว แล้วจะปล่อยให้การป้องกันชางโจวอ่อนแอได้อย่างไร?”
“ท่านหมายความว่า กองทัพซ่งส่งกำลังคนไปเพิ่มที่ชางโจวด้วยหรือ?”
“เยว่เฟย!” ว่านเหยียนซีอินกล่าว “ยามนี้ทหารม้าของกองทัพซ่งมิอาจดูแคลนได้อีกต่อไป พวกเขาสามารถส่งกำลังเสริมไปชางโจวได้ทุกเมื่อ”
เกาชิ่งอี้นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “เช่นนั้นคงต้องรอต่อไปก่อน ยังไม่ควรเคลื่อนไหว กองทัพซ่งบุกโครยอไม่ง่ายดายนัก”
