“เป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นกองทัพของเยว่เฟย กองทัพของเยว่เฟยอยู่ที่ฝู่เฉิง ห่างจากเจิ้นติ้งฝู่กว่าสี่ร้อยลี้ ส่วนทางใต้ที่เมืองจ้าวโจวก็มีทหารซ่งจำนวนมากประจำการอยู่ กองทัพของเยว่เฟยไม่มีเหตุผลที่จะบุกมาถึงเจิ้นติ้งฝู่เลย”
หานหลู่กู่กล่าวเช่นนี้
ว่านเหยียนผู่ฉาก็เห็นด้วยกับเขา การที่กองทัพเยว่เฟยบุกมานั้นผิดวิสัยอย่างยิ่ง
ดังนั้นพวกเขาจึงปัดคำตอบที่ถูกต้องทิ้งไปอย่างง่ายดาย
“แต่หน่วยสอดแนมรายงานว่าเห็นทหารม้าจำนวนไม่น้อย” หานหลู่กู่กล่าวต่อ “ดูท่าเรื่องนี้คงไม่ใช่แค่ข่งเยี่ยนก่อความวุ่นวาย เขาไม่มีทหารม้า เบื้องหลังเรื่องนี้ย่อมมีกองทัพซ่งหนุนหลังอยู่แน่”
ว่านเหยียนผู่ฉากล่าวยิ้ม ๆ ว่า “ทหารม้าที่เจ้าพูดถึง ข้ารู้อยู่แล้ว ภายในกองทัพซ่งมีทหารม้าประจำการอยู่บ้าง กองทัพซ่งที่เมืองจ้าวโจวก็มีเช่นกัน แต่จำนวนไม่มาก ไม่น่าหวั่นเกรง”
“เช่นนั้นยามนี้ควรทำอย่างไร?”
“เจ้านำทหารห้าพันนายไปเกาเฉิง ยึดเกาเฉิงคืนมา แล้วประหารผู้ก่อความวุ่นวายทั้งหมด เพื่อเป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้อื่น!”
หานหลู่กู่กล่าวว่า “หากกองทัพซ่งหวังให้พวกเราไปที่นั่นเล่า?”
ว่านเหยียนผู่ฉากล่าวว่า “เช่นนั้นยิ่งดี หากกองทัพซ่งกล้าเป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตี ก็มีแต่ต้องพบจุดจบ!”
หานหลู่กู่รับคำสั่งแล้วนำทหารออกจากเจินติ้งในวันนั้น
ข่าวกรองคลาดเคลื่อน ทำคนตายได้จริง ๆ!
ที่จริงแล้วข่าวกรองหาได้คลาดเคลื่อนไม่ แต่เป็นความคิดเคยชินของกองทัพจิน ซึ่งพบเห็นได้ทั่วไปตั้งแต่เหอเจียนฝู่ไปจนถึงเจิ้นติ้งฝู่
กองทัพจินในเจิ้นติ้งฝู่ยังคงมองกองทัพซ่งว่าไม่กล้ารบกลางทุ่ง
หานหลู่กู่นำทหารชั้นยอดห้าพันนาย ซึ่งรวมถึงกองม้ากว่ายจื่อหนึ่งพันนาย มุ่งหน้าไปยังเกาเฉิงอย่างรวดเร็ว
