เรื่องรีดผลประโยชน์จากประชาชนนั้น หวังอ้วนเห็นได้ชัดว่าจริงจังเป็นอย่างยิ่ง
เฉียนอวี้ชิงกล่าวว่า “พูดง่ายแต่ทำยาก”
“ง่ายมาก สินค้าที่ขนส่งจากแต่ละพื้นที่มายังเมืองหลวงมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ธัญญาหารจากทางใต้ก็มีมากขึ้นเช่นกัน หลายปีมานี้บรรดาเมืองในส่านซีไม่เคยประสบศึกสงคราม ผลผลิตธัญญาหารจึงเพิ่มขึ้น ภายใต้นโยบายเกษตรใหม่ ราชสำนักลดภาษีและลดแรงงานเกณฑ์ ชาวนาทั่วไปพึ่งพาตนเองได้ คนในครอบครัวเพิ่มพูนขึ้น ในเมืองหลวงมีพ่อค้าจ้างแรงงาน ผู้คนไม่น้อยยินดีมาที่นี่เพื่อหาเงิน แล้วส่งรายได้กลับไปเพิ่มพูนให้ครอบครัวอีกทาง” หวังจงหวังกล่าว
เฉียนอวี้ชิงกล่าวว่า “ที่ท่านพูดมาก็ไม่ผิด ยามนี้มีชาวชนบทจำนวนหนึ่งยินดีเข้าไปในเมือง ขอยกเรื่องเปลี่ยนนาข้าวเป็นสวนหม่อนที่หางโจวเป็นตัวอย่าง สวนหม่อนให้เอกชนเช่าเหมาทำกิน ชาวนาที่เคยทำนาก็หันมาปลูกต้นหม่อนในสวน ไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงจากภัยแล้ง ทั้งรายได้ตลอดปีสูงกว่าตอนทำนาเสียอีก พ่อค้าที่เช่าที่ดินก็ได้กำไร ทุกคนต่างได้ประโยชน์ เมื่อเวลาผ่านไป ชาวนาบางส่วนที่แต่เดิมไม่ยอมรับแนวทางนี้ก็เริ่มมีความคิดใหม่”
คนเราใช่ว่าจะไม่เปลี่ยนแปลง เหตุที่ไม่กล้าลองทำสิ่งใด ก็เพราะกลัวว่าตนจะรับผลที่ตามมาไม่ไหว
เมื่อผลลัพธ์ปรากฏตรงหน้า และเป็นประโยชน์แก่ตน คนปกติย่อมคิดยอมรับมัน
“ในเมื่อท่านก็เห็นด้วยกับเรื่องนี้ ลองดูบริเวณโดยรอบเถิด ที่ดินเพิ่งขายออกไปเพียงหมื่นกว่าไร่ เมืองตงจิงมีพื้นที่เพียงเจ็ดหมื่นไร่ ตอนที่มีประชากรหนึ่งล้านคน เมืองตงจิงก็แออัดยิ่งแล้ว บัดนี้มีถึงสองล้านคน” หวังจงหวังเริ่มใช้ความคิดอย่างรวดเร็ว “สมมติว่าที่ดินเจ็ดหมื่นไร่รองรับคนได้เจ็ดแสนคนจึงจะเหมาะสม หากมีคนสามล้านห้าแสนคน อย่างน้อยก็ต้องใช้ที่ดินสามแสนห้าหมื่นไร่ นั่นหมายความว่ายังมีที่ดินอีกสองแสนหกหมื่นไร่ที่นำมาใช้ขยายเมืองได้ แน่นอนว่าข้าเห็นว่ายังห่างไกลจากความเพียงพอ”
