เมื่อเห็นรายงานตรงหน้า ใบหน้าของอูจู๋พลันคล้ำเขียวราวตับหมู เขาค่อย ๆ วางเอกสารในมือลง มือข้างนั้นสั่นระริกอย่างเห็นได้ชัด
“บัดนี้เมี่ยอู้เจินเซี่ยวหลี่ถูอยู่ที่ใด?” เสียงของอูจู๋แหบพร่าอยู่บ้าง เขามองผู้ส่งข่าว
ผู้ส่งข่าวสัมผัสได้ถึงโทสะที่อ๋องเว่ยพยายามข่มกลั้น จึงกล่าวเสียงสั่นงันงกว่า “กราบทูล...กราบทูลท่านอ๋อง แนวหน้ายังมิได้...มิได้เอ่ยถึงร่องรอยของเมี่ยอู้เจินเซี่ยวหลี่ถูพ่ะย่ะค่ะ”
“หากข้าจำไม่ผิด กำลังพลทั้งหมดที่เมี่ยอู้เจินเซี่ยวหลี่ถูระดมได้มีถึงหนึ่งแสนห้าหมื่นคนกระมัง?”
รอบด้านเงียบงัน ผู้คนต่างนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนหานตั๋วจะกล่าวว่า “ใช่ขอรับ ก่อนหน้านี้เมี่ยอู้เจินเซี่ยวหลี่ถูเคยกล่าวเช่นนั้น ชนเผ่าของเขารวมตัวกันอยู่แถบแม่น้ำชั่วและทะเลสาบจวี้หลุนเป็นหลัก”
ทว่าอูจู๋กลับนิ่งเงียบ สายตากวาดไปมาบนพื้น ราวกับกำลังค้นหาบางสิ่ง
“หนึ่งแสนห้าหมื่นคน...หนึ่งแสนห้าหมื่นคน...บัดซบเอ๊ย หนึ่งแสนห้าหมื่นคนกับผีน่ะสิ! ต่อให้เป็นหมูหนึ่งแสนห้าหมื่นตัว กองทัพซ่งก็ยังต้องใช้เวลาสังหารเป็นเดือน! ต่อให้เป็นหมูหนึ่งแสนห้าหมื่นตัว...ต่อให้เป็น...”
“ท่านอ๋อง สถานการณ์ยังไม่กระจ่างชัด กองทัพซ่งคิดจะปราบเผ่าทาทาร์ให้ราบคาบย่อมมิใช่เรื่องง่าย...”
“เป็นการโจมตีฉับพลัน! พวกทาทาร์ผู้โลภมากและโง่เขลาเหล่านี้! ข้าเตือนพวกมันไว้แต่แรกแล้ว! อย่าโลภเสบียงและใบชาของชาวซ่ง! นั่นล้วนเป็นเหยื่อล่อของสายลับชาวซ่ง! โง่จนเกินเยียวยา สมควรถูกล้างเผ่าพันธุ์แล้ว! พวกมันหาเรื่องใส่ตัวเองทั้งนั้น! สมควรแล้ว! พวกโง่เขลา!”
ภายในท้องพระโรงมีเพียงเสียงสะท้อนแห่งความเดือดดาลของอูจู๋ ผู้คนต่างไม่กล้าเอ่ยแม้สักคำ
