จ้าวกวนเจียตรัสว่า “ลู่ไจ่”
ลู่ไจ่ก้าวออกมาจากแถวแล้วกล่าวว่า “กระหม่อมอยู่พ่ะย่ะค่ะ!”
“เจ้าคิดเห็นเช่นไร?”
บรรยากาศถูกปั่นให้มาถึงขั้นนี้แล้ว หากไม่ตรวจสอบก็คงฟังไม่ขึ้นอีกต่อไป
ลู่ไจ่กล่าวว่า “เมื่อราชสำนักมีกฎอยู่แล้ว ย่อมต้องดำเนินการตามกฎของราชสำนักพ่ะย่ะค่ะ”
อย่างไรเสีย ในเมืองตงจิง ข้าลู่ไจ่มีเพียงจวนหลังเดียว บ้านเกิดของข้าอยู่ที่ซานอิน เมืองเยว่โจว เส้นทางสองเจ๋อ ส่วนจวนใหญ่ของข้าอยู่ที่เยว่โจว บัดนี้นโยบายใหม่ของเมืองต่าง ๆ มีผลบังคับใช้เฉพาะเมืองหลวงทั้งสี่แห่งเท่านั้น
“ในเมื่อบรรดาขุนนางต่างเห็นควรเช่นนี้ ก็จัดการตามนั้นเถิด”
จ้าวกวนเจียตรัสประหนึ่งจำต้องยอม
ตรัสจบก็หันหลังเสด็จออกจากท้องพระโรง ไม่เปิดโอกาสให้คนเหล่านี้พูดต่อ
ทุกคนจึงได้แต่กล่าวว่า “ขอส่งเสด็จฝ่าบาท”
เมื่อผู้คนออกจากท้องพระโรงฉุยกง หวังจงหวังก็มองเกาชิวแล้วหยอกเย้าว่า “เกาไท่เว่ยช่างมีคุณธรรมยิ่งนัก!”
ใบหน้าของเกาชิวประดับด้วยรอยยิ้มเบิกบาน ทว่ารอยยิ้มนั้นกระตุกอยู่หลายคราอย่างเห็นได้ชัด เขาไม่กล่าวสิ่งใด ก่อนจากไปอย่างรวดเร็ว
เกาชิวสังกัดระบบขุนนางฝ่ายบู๊ ไม่ขึ้นกับหน่วยงานใดในสำนักบูรพาหรือสำนักประจิม ผู้ที่มีอำนาจควบคุมเขามีเพียงจ้าวกวนเจีย
แต่เช้าตรู่ เกาชิวส่งคนไปแจ้งสำนักขันทีว่าตนไม่สบาย ขอหยุดงานหนึ่งวัน
ส่วนสาเหตุที่เกาไท่เว่ยจู่ ๆ ก็ไม่สบายและขอลาหยุด ทุกคนต่างรู้แก่ใจ
เกาชิวเร่งรุดกลับจวน แล้วเรียกบุตรชายทั้งสองมา
“ไปเดี๋ยวนี้! นอกจากจวนที่พวกเราอาศัยอยู่ จวนหลังอื่นทั้งหมดให้ขายทิ้งโดยเร็ว!”
เกาเหยาเฉิงถามอย่างประหลาดใจว่า “ท่านพ่อ เหตุใดจู่ ๆ จึงจะขายจวนเล่า?”
