ท่ามกลางเสียงจอกกระทบกัน มีคนผู้หนึ่งก้าวออกมา
คนผู้นั้นมิใช่ใครอื่น หากแต่เป็นต้วนเจิ้งซิ่ง พระโอรสของต้วนเจิ้งเหยียน หรือก็คือองค์รัชทายาทแห่งแคว้นต้าหลี่
“ฝ่าบาท กระหม่อมมีเรื่องหนึ่งจะกราบทูลในวันนี้”
เมื่อเห็นองค์รัชทายาทก้าวออกมาอย่างกะทันหัน ทุกคนต่างฉงนใจ
ต้วนเจิ้งเหยียนตรัสว่า “เจ้ามีเรื่องใดก็กล่าวมาเถิด”
ต้วนเจิ้งซิ่งกล่าวว่า “กระหม่อมได้ยินมาว่า เดือนก่อนมีพ่อค้าสองคนในเมืองทะเลาะวิวาทกันเพราะการซื้อขายชาและธัญพืช จนเรื่องไปถึงทางการ อีกทั้งยังส่งผลกระทบอย่างยิ่ง แต่ทางการกลับมิได้ให้คำตัดสินที่สมเหตุสมผล”
เหล่าขุนนางรอบข้างต่างฉงนใจ เหตุใดวันนี้องค์รัชทายาทจึงหยิบยกเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ขึ้นมากล่าว ในงานสำคัญถึงเพียงนี้?
ต้วนเจิ้งเหยียนเองก็ทรงสงสัยอยู่บ้าง จึงตรัสถามว่า “มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บหรือไม่?”
“ทั้งสองฝ่ายมีผู้ได้รับบาดเจ็บ รวมแล้วมากถึง 8 คน”ต้วนเจิ้งซิ่งมิได้หยุดเพียงเท่านั้น หากยังกล่าวต่อ
วันนี้เป็นวันขึ้นปีใหม่
แม้แคว้นต้าหลี่มิใช่แว่นแคว้นที่ชาวฮั่นก่อตั้งขึ้น แต่ก็ปฏิบัติตามจารีตแห่งราชสำนักต้าซ่งอยู่มาก เช่นเดียวกับโครยอและญี่ปุ่นที่ต่างเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีน
การกล่าวเรื่องเช่นนี้ในวันขึ้นปีใหม่ ย่อมทำลายบรรยากาศเป็นแน่
ยิ่งไปกว่านั้น ต้วนเจิ้งเหยียนทรงรักราษฎรดุจบุตร เมื่อได้ยินเรื่องดังกล่าว พระทัยที่กำลังเบิกบานก็พลันหม่นหมองลง
ต้วนเจิ้งเหยียนตรัสถามว่า “เหตุใดทางการจึงจัดการเรื่องนี้ไม่ได้?”
“ฝ่าบาท เรื่องนี้ย่อมมีผู้ไปจัดการ วันนี้เป็นวันขึ้นปีใหม่ อย่าให้เรื่องนี้ทำลายความสำราญเลยพ่ะย่ะค่ะ”ผู้ที่ก้าวออกมากล่าวคือเหวินซง เสนาบดีฮู่ปู้ของต้วนเจิ้งเหยียน
“เรื่องนี้สำคัญยิ่ง จะปัดความรับผิดชอบส่งเดชได้อย่างไร? ท่านทั้งหลายดื่มสุราสำราญอยู่ที่นี่ แต่ราษฎรที่บาดเจ็บกลับได้แต่นอนอยู่บนเตียงผู้ป่วย”องค์รัชทายาทต้วนเจิ้งซิ่งยืนกรานไม่ยอมเลิกรา “ยิ่งกว่านั้น วันนี้ราชทูตจากต้าซ่งก็อยู่ที่นี่ หรือท่านทั้งหลายคิดจะปิดหูปิดตาตนเองหรือ?”
