จ้าวหนิงหยิบคำสารภาพฉบับหนึ่งที่หวงเฉียนซ่านเขียนไว้ ส่งให้จ้าวโก้ว
จ้าวโก้วรับมาอย่างงุนงง เปิดอ่านด้วยความสงสัย ครั้นอ่านจบก็สะดุ้งสุดตัวราวกับถูกไฟช็อต
จ้าวโก้วตกใจจนทรุดคุกเข่าลงกับพื้น เอ่ยด้วยความตระหนก “ฝ่าบาท นี่...นี่...นี่เป็นการใส่ร้ายพ่ะย่ะค่ะ!”
จ้าวหนิงเดินเข้าไปประคองจ้าวโก้วขึ้นมา พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังและเปี่ยมเมตตา “เราย่อมรู้ว่านี่เป็นการใส่ร้าย เราเชื่อเจ้า”
ทว่าภายในใจจ้าวโก้วกลับปั่นป่วนราวคลื่นยักษ์ ทั้งร่างสั่นเทิ้ม “ฝ่าบาท...”
จ้าวหนิงกลับวางท่าราวพี่ชายผู้แสนอ่อนโยน “น้องเก้า มีคนใช้ประโยชน์จากเจ้า รู้หรือไม่?”
“ฝ่าบาท กระหม่อมเขลาเบาปัญญา”
“นับแต่เจ้ารับตำแหน่งมหาแม่ทัพแห่งเหอเป่ย ก็มีคนกลุ่มหนึ่งมารวมตัวอยู่ข้างกาย แม้ปีที่แล้วแต่ละคนจะแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตน และเจ้าก็พ้นจากตำแหน่งแล้ว ทว่าขุมกำลังและพรรคพวกในราชสำนักซับซ้อนนัก มีหรือเจ้าจะพ้นตัวได้เพียงเพราะลงจากตำแหน่ง?”
“ฝ่าบาทหมายความว่า...”
จ้าวหนิงหยิบคำสารภาพที่จัดเตรียมไว้ให้จ้าวโก้วโดยเฉพาะ จ่อเข้ากับเปลวเทียนจนติดไฟ ก่อนโยนลงในอ่างใบหนึ่ง
“เรื่องนี้จบลงเพียงเท่านี้ ต่อไปจงจำไว้ อย่าให้ผู้ใดใช้ประโยชน์จากเจ้า เข้าใจหรือไม่?”
จ้าวโก้วมองจ้าวหนิงด้วยแววตาซาบซึ้ง น้ำตาแทบเอ่อคลอ “ฝ่าบาท กระหม่อมเข้าใจแล้ว ก่อนหน้านี้เป็นความสะเพร่าของกระหม่อมเอง”
“ดึกมากแล้ว จงกลับไปพักผ่อนแต่เนิ่น ๆ เถิด”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
จ้าวโก้วจากไปด้วยความหวาดหวั่นระคนโล่งใจ
ที่จริงจ้าวหนิงไม่ได้คิดจะเล่นงานจ้าวโก้ว งานการของจ้าวโก้วก็พอใช้ได้ ไม่เหลี่ยมจัด ทั้งยังค่อนข้างเอาจริงเอาจัง
