“เกาไท่เว่ย ช่วงนี้จับคนถี่เกินไปหรือไม่ ข้าทำมาค้าขาย...”
“สำนักองครักษ์หลวงจับคน ยังต้องปรึกษาแม่เล้าอย่างเจ้าด้วยหรือ?”
“มิกล้า ๆ เกาไท่เว่ย อย่างไรก็ช่วยดูแลกิจการของพวกข้าบ้างเถิด จับคนทุกวันจนแขกแตกตื่นหนีไปหมดแล้ว”
“อย่าพูดไร้สาระ” เกาชิวย่างเท้าเข้าไปอย่างองอาจ ท่วงท่าเดินของเขาถึงกับทำเอาบรรพบุรุษสิบแปดชั่วโคตรแทบจำไม่ได้
ก่อนเกาชิวจะเข้ามา จางเทาก็ถามขึ้นว่า “ข้าน้อยเป็นเพียงขุนนางเล็ก ๆ ไร้อำนาจ ไม่รู้ความตื้นลึกหนาบาง ครั้งนี้เดินทางมายังเมืองหลวงเพื่อพาพวกเขาเข้าวังเข้าเฝ้าฝ่าบาท บัดนี้อยู่ที่นี่ จะทำให้เรื่องสำคัญล่าช้าหรือไม่?”
หลี่มี่ ผู้ตรวจการลาดตระเวนกองทัพ หัวเราะเสียงดัง
จางเทาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จึงหัวเราะตามไปด้วย
“ถึงได้บอกอย่างไรเล่าว่าเจ้าเป็นขุนนางชั้นผู้น้อย การเข้าเมืองหลวงเพื่อเข้าเฝ้าฝ่าบาท ใช่ว่าเจ้ามาถึงเมืองหลวงแล้วจะได้เข้าเฝ้าทันทีเสียหน่อย” หลี่มี่กล่าวเยาะเย้ย “หรือฝ่าบาทจะทรงรอเจ้าอยู่ในวังหลวงเป็นการเฉพาะ?”
“มิกล้า ๆ ข้าน้อยมิกล้า!”
“เมื่อเข้ามาในเมืองหลวงแล้ว ก็ต้องรู้จักวางตัวและทำตามกฎเกณฑ์ ดูการกระทำของเจ้าก่อนหน้านี้นอกเมืองสิ เพียงพอให้ตายได้ตั้งแปดร้อยครั้งแล้ว!” หลี่มี่กล่าวเสียงเย็น “แม้แต่จวนหางโจวยังมีสำนักองครักษ์หลวง ส่วนในเมืองหลวงแห่งนี้ ไม่ว่าที่ใดก็มีพวกสวมรองเท้าดำ หากมิใช่เพราะคุณชายฉินปรากฏตัวทันเวลา จนเรื่องบานปลายไปถึงพระกรรณฝ่าบาท บัดนี้ต่อให้เจ้ามีกี่หัวก็รักษาไว้ไม่ได้!”
