ราตรีล่วงลึก เกาชิวเร่งรุดเข้าวัง
ยามนี้ นอกจากขุนนางใหญ่แล้ว ก็มีเพียงเกาชิวที่เข้าวังได้
หวังหวยจี๋ทำหน้าขมขื่น เอ่ยว่า “เกาไท่เว่ย มีเรื่องใดที่พรุ่งนี้ค่อยหารือกันไม่ได้หรือ?”
เกาชิวหย่อนถุงเงินที่อัดแน่นลงในมือเขา แล้วกล่าวยิ้ม ๆ ว่า “ขันทีหวัง เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ช่วยผ่อนปรนให้สักครั้งเถิด”
“ย่อมต้องเป็นเกาไท่เว่ย ผู้อื่นในยามนี้เข้ามาไม่ได้เป็นแน่”
“รบกวนแล้ว รบกวนแล้ว”
หวังหวยจี๋ขยี้ตาที่งัวเงีย ก่อนพาเกาชิวมาถึงนอกตำหนักฝูหนิง จากนั้นจึงเดินไปหยุดหน้าประตูตำหนัก แล้วเอ่ยเรียกเสียงเบา “ฝ่าบาท ฝ่าบาท”
ด้านในไร้เสียงตอบรับ
“ฝ่าบาท ฝ่าบาท” หวังหวยจี๋เรียกอีกสองครั้ง ทว่าด้านในยังคงเงียบงัน
หวังหวยจี๋จึงกล่าวว่า “เกาไท่เว่ย มิใช่ว่าข้าไม่อยากช่วยท่านจริง ๆ แต่ฝ่าบาททรงมีพระราชกิจมากมายในแต่ละวัน ทั้งยังเหน็ดเหนื่อยยิ่ง เรียกหลายครั้งก็ไม่ทรงตื่น จะให้ปลุกฝ่าบาทให้ตื่นทั้งอย่างนี้คงไม่ได้กระมัง หากทำให้ฝ่าบาทกริ้วขึ้นมา ผู้ใดจะรับผิดชอบไหว?”
ใบหน้าของเกาชิวขมขื่นประหนึ่งมะระที่สุกงอมท่ามกลางฝนห่าใหญ่ หวังหวยจี๋หมายความชัดเจนว่าไม่คิดจะเรียกอีกแล้ว
หากคืนนี้ฝ่าบาทไม่ทรงมีพระบัญชา เกรงว่าฉินฮุ่ยจะไหวตัวทัน แล้วปลอมตัวหนีออกจากเปี้ยนจิงไป คงเป็นเรื่องยุ่งยากแน่
ผู้ใดจะรับผิดชอบเรื่องนี้?
ไม่ต้องคิดก็รู้ ย่อมไม่ใช่ขันทีสารเลวตรงหน้าผู้นี้
สุดท้ายภาระทั้งหมดย่อมตกอยู่ที่เกาไท่เว่ยอย่างเขา
เมื่อนึกถึงตรงนี้ เกาชิวฉวยจังหวะที่หวังหวยจี๋เผลอ พุ่งชนประตูตำหนักฝูหนิง แล้วตะโกนเสียงดังว่า “ฝ่าบาท!”
