จ้าวหนิงเริ่มสงสัยอย่างจริงจังว่าฉินฮุ่ยอาจติดต่อกับชาวจิน จากคดีหลี่หุย
ครั้งนั้นเขาสอบปากคำหลี่หุย ซึ่งอีกฝ่ายพูดอย่างไม่ปิดบังว่าฉินฮุ่ยเป็นผู้เกี่ยวข้อง
ไม่ว่าผู้อยู่เบื้องหลังคดีหลี่หุยจะเป็นไช่เม่าหรือไม่ การเปิดโปงสายลับที่ชื่อจางซือจวินก็ทำให้สำนักองครักษ์หลวงจับตาหลินอี้เฟยอย่างใกล้ชิด
เมื่อจับเบาะแสนี้ได้ สำนักองครักษ์หลวงจึงเริ่มค้นหาร่องรอยที่อาจบ่งชี้ว่าฉินฮุ่ยคิดคบคิดกับศัตรู
ก่อนหน้านี้ จ้าวหนิงใช้ประโยชน์จากฉินฮุ่ยได้เป็นอย่างดี
อย่างน้อยเขาก็คิดว่าตนทำได้ไม่เลว
ฉินฮุ่ยเปรียบเสมือนดาบคมกริบ ช่วยเขากำจัดอุปสรรคนานัปการ
เรื่องเช่นนี้ คนทั่วไปคงไม่กล้าทำ
จ้าวติ่งเป็นอัครเสนาบดีผู้ทรงคุณธรรมก็จริง ทั้งยังเก่งกาจในการประนีประนอมให้ทุกฝ่ายได้ส่วนแบ่งอย่างเท่าเทียม
ลวี่อี้ห้าวเป็นขุนนางโหดเหี้ยมก็จริง ทั้งยังลงมือเด็ดขาดก็จริง ทว่าทุกสิ่งที่เขาทำล้วนเพื่อให้งานในมือสำเร็จ ทั้งมุ่งจัดการคนและเรื่องราว
แต่ฉินฮุ่ยไม่เหมือนกัน ฝ่ายใดที่ฮ่องเต้ต้องการกำจัด ฉินฮุ่ยก็จะเข้าใจโดยไม่ต้องเอ่ยปาก แล้วลงมือกำจัดให้
กล่าวสั้น ๆ คือ ฉินฮุ่ยมุ่งจัดการคน ไม่สนใจเรื่องถูกผิด!
คนที่มีท่าทีเช่นนี้ อีกทั้งยังมีวิธีการล้ำเลิศ ต่อให้จุดโคมออกตามหาก็ใช่ว่าจะพบได้ง่าย ๆ
ดาบเล่มนี้ดีจริง ๆ
แต่พอใช้งานไปถึงจุดหนึ่ง ก็เริ่มลำพองตน
จ้าวหนิงเคยซักซ้อมเหตุผลและสถานการณ์ที่จะกำจัดฉินฮุ่ยไว้หลายครั้ง เขามีเหตุผลมากมายพอที่จะปลดฉินฮุ่ยจากตำแหน่ง หรือแม้แต่เนรเทศอีกฝ่าย
แต่เขาแทบไม่เคยคิดเลยว่าฉินฮุ่ยจะลอบติดต่อกับชาวจิน
นี่ไม่ใช่เพราะเขาผู้ข้ามเวลามาโง่เขลา การต่อสู้ทางการเมืองในราชสำนักไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ ไม่ใช่สิ่งที่อาศัยการคำนวณ และยิ่งไม่ใช่สิ่งที่อาศัยการคาดเดา
