เด็กหนุ่มคนนั้นยืนอยู่ตรงนั้นอย่างประหม่า มองไปข้างหน้าด้วยท่าทางหวาดหวั่น
ต่อหน้าขุนนางจำนวนมากในที่ว่าการจือฝู่แห่งเหยียนอานฝู่ เขาดูอ่อนแอราวกับต้นหญ้าไร้ค่า
ภายใต้แสงไฟที่ไหววูบ ใบหน้าเคร่งขรึมเย็นชาเหล่านั้นต่างหันมามองเด็กหนุ่มพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
ทุกคนมองเขาด้วยสีหน้าเฉยชา
ไม่รู้ว่าเป็นเพียงความรู้สึกไปเองหรือไม่ เด็กหนุ่มเห็นสีหน้าของคนเหล่านั้นแล้วรู้สึกว่าหนาวเย็นยิ่งกว่าสายลมต้นฤดูหนาวเดือนสิบเสียอีก
หวังเซี่ยมีรอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้า เขาก้าวเข้าไปหาเด็กหนุ่ม เด็กหนุ่มถอยหลังอย่างหวาดกลัวสองก้าว
“อย่ากลัวไป ข้าคือจือฝู่ หากเจ้ามีเรื่องคับข้องใจอันใด จงบอกข้ามา ข้าจะจัดการอย่างเที่ยงธรรม คืนความบริสุทธิ์ให้เจ้าเป็นแน่”
เด็กหนุ่มลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มยินดี
“กลับไปที่ที่ว่าการจือฝู่กับข้า แล้วค่อย ๆ เล่าให้ฟัง มาเถิด เข้ามา ขี่ม้าเป็นหรือไม่? หากไม่เป็นก็ไม่เป็นไร ข้าจะให้พวกเขาพาเจ้าไป”
หวังเซี่ยวางท่าราวกับขุนนางผู้รักประชาชนประหนึ่งบุตรของตน
ชาวบ้านไม่ได้ออกมา
เด็กหญิงตัวน้อยในบ้านเอ่ยกับบิดามารดาว่า “ท่านแม่ หลิวซานหลางจะไปไหนหรือ?”
“ใต้เท้าจือฝู่มาช่วยทวงความเป็นธรรมให้เขา” หญิงสาวเองก็ยินดีอยู่บ้าง “หวังว่าจะชดใช้เงินของเราที่ถูกหักไปด้วย”
“เงินของเราที่ถูกหักไปหรือ?” เด็กหญิงมีแววสงสัยเต็มดวงตา
“ไม่มีอะไรหรอก เป็นเงินที่เขาจ่ายให้ตอนพ่อเจ้าตาย”
ล่วงเข้าสู่ยามโฉ่ว ท้องฟ้ากลับมืดลงทุกขณะ มืดเสียจนยื่นมือออกไปก็ยังมองไม่เห็น
เมืองฟู่ซือ อันเป็นที่ตั้งที่ว่าการของเหยียนอานฝู่ เงียบเหงาวังเวง บนถนนไร้ผู้คน มีเพียงที่ว่าการจือฝู่ที่ยังส่องแสงไฟ
