“ผู้ยึดถือธรรมเนียมเซี่ยย่อมเป็นชาวเซี่ย” เยว่อวิ๋นกล่าวต่อ “ชาวเค่อเลี่ยนุ่งห่มแบบชนเผ่าทุ่งหญ้า ไร้สัจจะ โลภมากไร้มารยาท เป็นพวกอนารยชน!”
เหตุที่เขากล่าวเสริมเช่นนี้ ก็เพราะเยลี่ว์อวี๋ตู่เป็นชาวชี่ตัน
คำว่าอนารยชนเกรงกลัวอำนาจแต่ไม่สำนึกในคุณกำลังด่าเยลี่ว์อวี๋ตู่ต่อหน้าเขาหรือไม่?
เรื่องเช่นนี้เป็นสิ่งต้องห้ามในกองทัพของเยว่เฟย
การเคารพซึ่งกันและกันระหว่างเพื่อนร่วมงานคือรากฐานของการร่วมงาน
ผู้ยึดถือธรรมเนียมเซี่ยย่อมเป็นชาวเซี่ย หมายความว่า ผู้ที่ดำเนินตามขนบของหัวเซี่ยก็คือชาวหัวเซี่ย ข้ากำลังพูดถึงพวกอนารยชนเผ่าเค่อเลี่ย ไม่ได้หมายถึงท่านเยลี่ว์อวี๋ตู่
นี่คือหัวใจของข้อถกเถียงเรื่องชาวหัวเซี่ยกับชนเผ่าต่างแดนของขงจื่อผู้เฒ่า
ใช้วัฒนธรรมเป็นเกณฑ์แบ่งแยก มิใช่สายเลือด
“สิ่งที่เยว่อวิ๋นกล่าวมีเหตุผล” หนิวเกากล่าว “ยามนี้ส่งคนไปคงไม่เหมาะ อีกฝ่ายกำลังเดือดดาลอยู่เป็นแน่ หากส่งคนไป พวกเขาคงสังหารคนของเรา ศึกที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้”
“ข้าจะส่งฎีกาถึงราชสำนักเดี๋ยวนี้ เพื่อชี้แจงเรื่องนี้ให้กระจ่าง”
วันที่ 30 เดือนอ้าย เมืองวอหลู่ตัว
ข่าวของกาลี่ปาถูกส่งกลับมาแล้ว
ฮูเอ่อร์จาฮูซือเรียกบรรดาคนสนิทมาประชุมหารือทันที
“เสด็จพ่อ จดหมายฉบับนี้ของกาลี่ปาชี้ชัดแล้วว่าชาวซ่งมีกำลังรบอ่อนด้อย พวกเราควรรวบรวมกองทัพลงใต้โดยเร็ว ใครไปถึงก่อนย่อมได้ก่อน!”
ทัวหลี่ บุตรชายคนโตของฮูเอ่อร์จาฮูซือ กล่าวอย่างตื่นเต้น
แววตาของเขาเริ่มวาวโรจน์ ราวกับตนเองได้นำกองทัพไปสังหารทหารซ่งจนสิ้นริมแม่น้ำหวงเหอ แล้วปล้นชิงทรัพย์สมบัติกับหญิงงามมาได้มากมายแล้ว
