จ้าวหนิงแสร้งทำเป็นสงสัยแล้วถามว่า “ท่านอี้อันคนใดหรือ?”
“ย่อมเป็นอาจารย์หลี่ ผู้มีความสามารถเลื่องลือทั่วนครหลวงในวันวาน”
“ที่แท้ก็คือนาง”
เฉียนจิ่นซูพลันหยุดฝีเท้า หันกลับมามองจ้าวหนิง แล้วกล่าวอย่างจริงจังว่า “อาจารย์หลี่เพิ่งสูญเสียสามีไปเมื่อไม่นานมานี้ จิตใจย่อมหม่นหมอง เดิมทีนางไม่อยากออกมา ข้าเชิญอยู่หลายครั้งกว่าจะยอม”
เห็นได้ชัดว่านางกำลังเตือนจ้าวหนิงว่า หลี่ชิงจ้าวเพิ่งสูญเสียสามี สภาพจิตใจไม่สู้ดีนัก ประเดี๋ยวเวลาสนทนากันจึงควรระมัดระวัง อย่าไปสะกิดบาดแผลในใจของนาง
จ้าวหนิงพยักหน้า
เขาย่อมทราบดี ความเป็นความตายของแว่นแคว้นเป็นตัวกำหนดชะตาชีวิตส่วนบุคคล เรื่องนี้ปรากฏชัดเจนอย่างยิ่งในช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างสองราชวงศ์ซ่ง
เมื่อเยาว์วัย หลี่ชิงจ้าวใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย บทกวีของนางจึงเป็นเช่นนี้
“เมื่อคืนฝนพรำ ลมกระโชกแรง หลับสนิทเพียงใดก็ยังสลายฤทธิ์สุราไม่หมด ลองถามสาวใช้ผู้ม้วนม่าน นางกลับตอบว่าดอกไห่ถังยังคงงามดังเดิม รู้หรือไม่ รู้หรือไม่? ย่อมเป็นใบเขียวชอุ่ม ดอกแดงโรยรา”
เห็นได้ว่าสตรีในห้องหอชอบดื่มสุรา เมื่อตื่นขึ้นในวันรุ่งขึ้นหลังเมามาย ก็ถามสาวใช้ว่าด้านนอกเป็นอย่างไรบ้าง
ยังมีบทนี้อีก “ยังจำศาลาริมธารยามตะวันคล้อย เมามายจนลืมหนทางกลับ ครั้นสนุกจนพอใจจึงพายเรือกลับช้า ๆ กลับหลงเข้าไปกลางดงบัว รีบพายออก รีบพายออก จนฝูงนกนางนวลและนกยางตกใจบินขึ้นจากผืนน้ำ”
จะเห็นได้ว่าเมื่อตอนเป็นสาว หลี่ชิงจ้าวก็เป็นนักดื่มตัวยง ชมทิวทัศน์ธรรมชาติอันงดงามเรียบง่ายไปพลาง จิบสุราไปพลาง
ครั้นหลังเหตุอัปยศจิ้งคัง หลี่ชิงจ้าวระหกระเหินลงใต้ บทกวีที่นางเขียนก็กลายเป็นเช่นนี้
