“ฝ่าบาททรงให้ท่านมาหาข้าหรือ?” จ้าวเฉินถามขึ้นกะทันหัน
อวี๋ยุ่นเหวินกลับนิ่งเงียบ
“ฝ่าบาทไม่อยากพบข้าอีกแล้วใช่หรือไม่?” จ้าวเฉินถามอีกครั้ง
“มิใช่เช่นนั้น” อวี๋ยุ่นเหวินตอบ
“ดูท่าคงเป็นฝ่าบาทที่ทรงให้อวี๋เสนาบดีมาเป็นแน่”
“ข้าพูดได้เพียงเท่านี้” อวี๋ยุ่นเหวินถอนหายใจ ก่อนหมุนกายจากไป
ทว่าเดินไปได้ไม่กี่ก้าว เขาก็ย้อนกลับมาแล้วเอ่ยว่า “ท่านอ๋องทรงทราบหรือไม่ว่าเหตุใดจึงถูกจัดให้ไปอยู่ลี่ปู้?”
“เพราะเหตุใด?”
“ฝ่าบาททรงหวังให้ท่านอ๋องสร้างกลุ่มผู้ใต้บังคับบัญชาของตนขึ้นมาโดยเร็ว”
“แล้วอย่างไร?”
“ฝ่าบาททรงบ่มเพาะท่านอ๋องมาโดยตลอด”
ร่างของจ้าวเฉินสั่นสะท้านเล็กน้อย
“เมื่อวานฝ่าบาทตรัสกับข้าด้วยพระองค์เองประโยคหนึ่ง เดิมทีไม่ควรบอกท่านอ๋อง”
“ประโยคใด?”
“ฝ่าบาทตรัสว่า ด้วยนิสัยของท่านอ๋องเหลียวในยามนี้ หากได้ออกทะเล ย่อมสร้างผลงานใหม่ได้อย่างแน่นอน ที่สำคัญที่สุดคือ จะได้ค้นพบคำตอบในใจ”
“ในใจข้ามีคำตอบใดหรือ?”
“เป็นเรื่องของฝ่าบาท และเป็นเรื่องของท่านอ๋องด้วย”
กล่าวจบ อวี๋ยุ่นเหวินก็จากไปจริง ๆ ในคราวนี้
ยามนั้น จ้าวหนิงกำลังนั่งชมจันทร์อยู่บนหอ
เฉียนจิ่นซูนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม แววตาอ่อนโยน ใบหน้าแต้มรอยยิ้ม “ฝ่าบาททรงมีเรื่องในพระทัยหรือเพคะ?”
จ้าวหนิงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตรัสว่า “เราตัดสินใจให้ท่านอ๋องเหลียวไปยังทวีปใหม่ในทะเลใต้แล้ว”
“เป็นเรื่องดีเพคะ”
“หืม?”
“เมื่อท่านอ๋องเหลียวเสด็จไปยังทวีปใหม่ในทะเลใต้ จึงจะได้สัมผัสชีวิตใหม่อย่างแท้จริง พระองค์จะทรงรู้ว่าการสร้างระเบียบใหม่ขึ้นมาต้องอาศัยสิ่งใด และเมื่อเทียบกับการอยู่ในจงถู่แล้ว พระองค์จะเข้าใจเรื่องราวได้มากยิ่งกว่า สักวันหนึ่งย่อมเข้าใจพระทัยอันปรารถนาดีของฝ่าบาทได้”
