“ฝ่าบาท... ฝ่าบาท...”
แววตาของจางซูเย่เริ่มพร่าเลือน เขากำลังจะสิ้นใจเต็มที
จ้าวหนิงรีบเดินไปถึงประตู แล้วสั่งว่า “ไปตามจางป๋อเฟินกับจางจ้งสงเข้ามา”
บุตรชายทั้งสองของจางซูเย่เดินเข้ามา เส้นผมของพวกเขาก็ขาวโพลนไปเกือบหมดแล้ว
“ท่านพ่อ...”
จางป๋อเฟินคุกเข่าลงข้างเตียงของจางซูเย่
จ้าวหนิงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ไม่กล่าวสิ่งใด
จางซูเย่ยังคงพึมพำ “ฝ่าบาท... ฝ่าบาท...”
“ข้าอยู่นี่ ข้าอยู่นี่!”
จ้าวหนิงก้าวเข้าไปใกล้ ทว่าดวงตาที่พร่าเลือนของจางซูเย่กลับยิ่งหม่นแสงลงทุกขณะ
“ฝ่าบาท! กระหม่อมมาช่วยพระองค์ไม่ทัน!”
จางซูเย่พลันตะโกนลั่น แสงสุดท้ายในดวงตาดับวูบลงจนสิ้น จากนั้นร่างก็แน่นิ่งไป
จางป๋อเฟินกับจางจ้งสงร่ำไห้เสียงดัง ผู้คนด้านนอกห้องได้ยินแล้วต่างก็พากันร้องไห้
ครู่หนึ่งต่อมา เมื่อจ้าวกวนเจียเดินออกจากจวนตระกูลจาง ท้องฟ้ายามราตรียังคงมีหิมะโปรยปราย
เขาหวนคิดถึงวันแรกที่ตนข้ามภพมา พอรู้ว่ากัวจิงกำลังประกอบพิธีบนกำแพงเมือง ก็รีบเร่งไปที่นั่น ตอนนั้นจางซูเย่กำลังตั้งรับอย่างระแวดระวังอยู่บนกำแพง
นั่นคือสงครามซ่งกับจินครั้งที่สอง กองทัพจินนับแสนล้อมเมืองตงจิงไว้อย่างแน่นหนา
กองทัพช่วยเหลือราชสำนักสามแสนนายของฟ่านจื้อซวีถูกว่านเหยียนโหลวซื่อสกัดไว้ที่ด่านถงกวน ส่วนกองทัพช่วยเหลือราชสำนักของเฉินกุยยังมิได้เคลื่อนทัพขึ้นเหนือ
เมืองตงจิงตกอยู่ในอันตรายราวแขวนอยู่บนเส้นด้าย ผู้คนกว่าล้านชีวิตในเมืองกำลังเผชิญมหันตภัยที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ผู้ที่บุกฝ่าเข้ามาเสี่ยงชีวิตในเมืองไคเฟิง สถานที่อันตรายที่สุดในยามนั้น คือจางซูเย่ ชายชราวัยหกสิบปีที่สละทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อรวบรวมกำลังพลสามหมื่นนาย
เหตุใดจ้าวหนิงจึงกล้าสังหารฝ่ายยอมจำนนในราชสำนักในเวลานั้น มิใช่เพราะรู้ว่าจางซูเย่จะภักดีจนยอมสละชีวิตหรอกหรือ?
ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเริ่มต้นจากการสนับสนุนของจางซูเย่
จ้าวหนิงเงยหน้ามองท้องฟ้ายามราตรี เกล็ดหิมะโปรยปรายลงมาอย่างเงียบงัน
“ฝ่าบาท ด้านนอกหนาวเหน็บ โปรดระวังจะประชวรด้วยความเย็น” เจิ้งสี่เตือนอยู่ข้างกาย
