อู๋เจี้ยจากไปแล้วเช่นกัน
เมื่อนึกย้อนถึงสงครามซ่งกับจินครั้งที่สาม คราวนั้นอู๋เจี้ยนำกองกำลังพิสดารบุกฝ่าหิมะไปถึงไท่หยวน กดดันว่านเหยียนจงหานจนต้องถอนทัพกลับอย่างเร่งด่วน จึงเกิดศึกซ่างตั่งขึ้นในภายหลัง
ตลอดหลายปีมานี้ อู๋เจี้ยฟื้นฟูไท่หยวน ยึดฝู่โจว วางรากฐานให้แก่จวนผู้พิทักษ์อันเป่ยและยุทธศาสตร์ทุ่งหญ้า
กาลเวลาผันผ่านพริบตาเดียว เขาก็ล้มป่วยถึงแก่กรรมเสียแล้ว
ดวงตาจ้าวหนิงฉายแววเศร้าอยู่บ้าง ทว่ากลับตรัสอย่างเรียบเฉยว่า “พระราชทานบรรดาศักดิ์อ๋องฝู แล้วบรรจุชื่อไว้ในตำหนักวีรชน”
ยามเย็นวันหนึ่ง หิมะโปรยปรายอีกครา ฟ่านจื้อซวีซึ่งเพิ่งจัดการราชกิจเสร็จได้ไปพบจ้าวอวี๋
“องค์ชาย เสบียงทหารของจวนผู้พิทักษ์อันซีเตรียมพร้อมแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
จ้าวอวี๋รับเอกสารมาอ่านจนจบ แล้วพยักหน้ากล่าวว่า “ครานี้มิใช่การยกทัพไปปราบปรามก่อน เป็นเพียงการคุ้มครองขบวนพ่อค้าของเราเท่านั้น”
“พ่ะย่ะค่ะ” ฟ่านจื้อซวีกล่าว
“ข้ายังมีธุระ ขออำลาก่อน”
“องค์ชายโปรดรอก่อนพ่ะย่ะค่ะ”
“หากท่านฟ่านยังต้องการพูดถึงเรื่องคราวก่อน ก็ไม่จำเป็นต้องเอ่ยอีก” จ้าวอวี๋ปฏิเสธเขาตรง ๆ “ในใจข้า เสด็จพ่อรับสั่งเช่นไรย่อมเป็นเช่นนั้น พระองค์ทรงจัดการอย่างไร ข้าก็จะปฏิบัติตามนั้น”
“หากฝ่าบาทจะทำลายแผ่นดินตระกูลจ้าว องค์ชายก็จะทรงทำตามไปด้วยหรือพ่ะย่ะค่ะ!”
จ้าวอวี๋เงียบงัน
ฝีเท้าที่ก้าวออกไปแล้ว เตรียมจะจากมาก็หยุดลง
ครั้นออกเดินต่ออีกครั้ง ฝีเท้ากลับช้าลง ฟ่านจื้อซวีจึงเดินตามไป
จ้าวอวี๋ยังคงมุ่งหน้าออกจากวัง ฟ่านจื้อซวีเดินเคียงข้าง ทั้งสองดูราวกับกำลังสนทนาเรื่องราชกิจตามปกติ
“ฝ่าบาททรงเป็นกษัตริย์ผู้เปี่ยมพระปรีชา ท่านฟ่านกล่าวว่าพระองค์จะทำลายแผ่นดินตระกูลจ้าว ถ้อยคำเช่นนี้มีโทษประหารเชียวนะ”
