“ท่านแม่ทัพ วาลส์พ่ายแพ้ยับเยิน กองทัพซ่งกำลังบุกมาทางพวกเราแล้ว!”
“อะไรนะ!”
ไจ่ข่ายเอ่อร์แทบไม่อยากเชื่อหูตัวเอง
เพิ่งผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ก็พ่ายแพ้แล้วหรือ?
“คนของวาลส์อยู่ที่ใด?”
หน่วยสอดแนมลนลานอยู่ครู่หนึ่ง กองทัพหนึ่งหมื่นนายแตกพ่ายหนีเอาชีวิตรอด สถานการณ์ชุลมุนยิ่งนัก เขาจะรู้ได้อย่างไรว่าวาลส์อยู่ที่ใดในยามนี้ จึงได้แต่ตอบส่งเดชว่า “ไม่ทราบที่อยู่ของแม่ทัพวาลส์!”
ไจ่ข่ายเอ่อร์กล่าวด้วยสีหน้าเขียวคล้ำ “จงจัดกระบวนทัพสองหมื่นนายทันที ข้าจะไปพบกองทัพซ่งด้วยตนเอง!”
“ขอรับ!”
หลี่จี้กล่าวว่า “ท่านแม่ทัพ กองทัพซ่งกลุ่มนี้เห็นได้ชัดว่าแตกต่างจากกองทัพซ่งก่อนหน้า อย่าประมาทอีกเลย ข้าเห็นว่าควรตั้งค่ายรักษาที่มั่นใต้กำแพงเมือง บัดนี้เหลียงโจวถูกพวกเราล้อมไว้ ผู้ที่ร้อนใจควรเป็นกองทัพซ่ง พวกเรารออยู่ที่นี่ให้พวกเขาเข้ามา แล้วแผ่กำลังที่เหนือกว่าออกไป จากนั้นค่อย...”
“เจ้าไม่ต้องพูดต่อ!” ไจ่ข่ายเอ่อร์ตัดบทหลี่จี้ บัดนี้โทสะของเขาพลุ่งพล่าน
เมื่อคนเราบรรลุเป้าหมายบางอย่างแล้ว ก็มักคิดไปเองว่านั่นคือความสามารถที่แท้จริงของตน ยากจะลดความคาดหวังที่มีต่อตนเองลง
ตัวอย่างเช่น คนผู้หนึ่งได้รับเงินเดือนห้าหมื่น หากเปลี่ยนงานอีกครั้ง เขาก็จะคิดว่าตนควรได้อย่างน้อยหกหมื่นขึ้นไป
หากไปสัมภาษณ์งานหลายแห่งแล้วไม่มีที่ใดยอมจ่ายเงินเดือนหกหมื่น เขาก็จะคิดว่าคนเหล่านั้นตาถั่ว ไม่รู้จักมองคน
เช่นเดียวกับไจ่ข่ายเอ่อร์ที่ก่อนหน้านี้เอาชนะกองทัพหลายหมื่นนายของเสอเยี่ยนจื้อได้ ความคิดที่ว่าหากสู้กันอีกครั้ง ตนก็ยังเอาชนะกองทัพซ่งหลายหมื่นนายได้ หรืออาจมากกว่านั้น ฝังรากลึกในใจเขาไปแล้ว
