จูซีชะงักไปเล็กน้อย รู้สึกราวกับถูกจ้าวกวนเจียมองทะลุความคิด
เขากล่าวว่า“ถูกแล้ว ข้าน้อยมีข้อสงสัยเช่นนี้จริง”
จ้าวหนิงกล่าวว่า“ข้าถามเจ้า คนเราจะกระทำสิ่งที่ตนเองปฏิเสธหรือไม่”
จูซีตอบว่า“ย่อมมี”
“เช่นนั้น คนกลุ่มหนึ่งซึ่งอยู่ต่างสถานที่และไม่รู้จักกัน จะกระทำสิ่งที่ตนเองปฏิเสธพร้อมกันหรือไม่”
จูซีตอบโดยไม่ต้องคิดว่า“ไม่”
แน่นอนว่าย่อมไม่!
คนกลุ่มหนึ่งที่ไม่รู้จักกันและอยู่ต่างสถานที่กัน ย่อมไม่กระทำสิ่งที่ตนเองปฏิเสธพร้อมกัน
จ้าวหนิงกล่าวต่อว่า“เช่นนั้น ขุนนางทั้งในราชสำนักและตามหัวเมืองต่าง ๆ ล้วนรู้จักกันหรือไม่”
จูซีกล่าวว่า“ผู้ที่ทำงานร่วมกันเป็นประจำย่อมรู้จักกัน แต่ส่วนใหญ่เกรงว่าคงไม่เคยพบหน้ากัน”
จ้าวหนิงถามอีกว่า“เมื่อยี่สิบปีก่อน ในแต่ละหัวเมืองของราชสำนักซ่ง ขุนนางและชนชั้นสูงต่างทำเรื่องเดียวกันในสถานที่ต่าง ๆ คือรวบรวมที่นาดีไว้เป็นของตน ใช่หรือไม่”
“ใช่”
ขุนนางต้าซ่งล้วนทราบดีว่า การปฏิรูปที่ดินภายใต้นโยบายใหม่มีเป้าหมายเพื่อจัดการการรวบรวมที่ดินไว้เป็นของคนกลุ่มเดียว
“ขุนนางเหล่านั้นรวบรวมที่นาดีไว้เพราะจำต้องทำ หรือเพราะต้องการทำ”
จูซีกล่าวว่า“แน่นอนว่าพวกเขาต้องการทำ เมื่อครู่ฝ่าบาทก็ตรัสแล้วว่า คนกลุ่มหนึ่งซึ่งอยู่ต่างสถานที่และไม่รู้จักกันจะกระทำสิ่งที่ตนเองปฏิเสธพร้อมกันได้หรือไม่ การรวบรวมที่นาดีไว้เป็นของตนคือการแสวงหาผลประโยชน์ที่คนเหล่านั้นทำลงไปโดยพร้อมเพรียงกัน”
จ้าวหนิงถามอีกว่า“เช่นนั้น เจ้าคิดว่าการกระทำของพวกเขาเป็นความดีหรือความชั่ว”
“ความชั่ว”
“เพราะเหตุใด”จ้าวหนิงกล่าว“เมื่อครู่เราพูดถึงความดีและความชั่วว่าเป็นการกระทำของคนหมู่มาก เมื่อคนผู้หนึ่งทำชั่ว ย่อมเป็นการทำร้ายคนหมู่มาก จึงต้องลงโทษอย่างหนัก แต่บัดนี้คนเหล่านี้รวบรวมที่นาดีไว้เป็นของตน นี่ก็เป็นการกระทำของคนหมู่มาก เป็นมติที่คนหมู่มากเห็นพ้องกัน”
