“จ้าวกวนเหริน?”
หวังจงหวังชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนถามว่า “จ้าวกวนเหรินคนไหน?”
เฉียนจิ่นซูกล่าวว่า “จ้าวหนิง จ้าวกวนเหรินเจ้าค่ะ”
ก่อนหน้านี้หวังจงหวังนึกว่าเฉียนจิ่นซูหมายถึงคนผู้นั้นในวัง อย่างไรเสียก็เป็นจ้าวกวนเจียที่มีรับสั่งให้เขาให้ความสำคัญกับสองพี่น้องคู่นี้
เมื่อได้ยินนางเอ่ยถึงจ้าวกวนเหริน หวังจงหวังจึงนึกถึงจ้าวกวนเจียเป็นคนแรก
แต่ยามนี้นางกลับพูดถึงจ้าวหนิง หวังจงหวังลอบถอนหายใจ ที่แท้ก็ไม่ได้มาตามหาฝ่าบาท
หวังจงหวังถามอย่างสงสัยว่า “แม่นางเฉียน หากข้าจำไม่ผิด จ้าวหนิงที่เจ้าพูดถึง คือจ้าวหนิงผู้แต่งบทกวีจนลือกระฉ่อนไปทั่วเมืองหลวงเมื่อครึ่งปีก่อนหรือ?”
“เป็นเขาเจ้าค่ะ!”
“แม่นางเฉียน อย่าว่าแต่เจ้ากำลังตามหาเขาเลย ข้าได้ยินมาว่าผู้คนมากมายในเมืองหลวงต่างกำลังตามหาเขา ช่างประจวบเหมาะนัก ข้าเองก็กำลังตามหาเขาอยู่เช่นกัน” หวังจงหวังถึงกับนำรวมบทกวีฉบับพิมพ์ของจ้าวหนิงออกมาด้วย เขากล่าวอย่างจนใจว่า “ข้าคิดจะตามหาคนผู้นี้ แล้วแนะนำให้ฝ่าบาทรู้จัก เขาแต่งบทกวีได้เลิศล้ำ ฝ่าบาทย่อมโปรดปรานเป็นแน่”
“แม้แต่ไท่เว่ยหวังก็ไม่ทราบหรือเจ้าคะว่าเขาอยู่ที่ใด?”
หวังจงหวังส่ายหน้า
เฉียนจิ่นซูเอ่ยอย่างร้อนใจว่า “แต่จ้าวกวนเหรินบอกข้าว่าเขารู้จักไท่เว่ยหวัง การที่พวกเราพี่น้องได้รู้จักไท่เว่ยหวัง ก็เป็นเพราะเขาจัดการให้เจ้าค่ะ”
หวังจงหวังตกตะลึง ในใจยิ่งสงสัยหนักขึ้น เหลวไหลสิ้นดี เห็นชัดว่าฝ่าบาทมีรับสั่งให้ข้าพบพวกเจ้า เหตุใดจึงโยงไปถึงจ้าวหนิงผู้นั้นได้...
หืม?
