รุ่งเช้าวันที่ 23 ท้องฟ้าเริ่มสางเล็กน้อย เหลียวตงมีหิมะโปรยลงมาอีกระลอก
ว่านเหยียนเลี่ยงถูกปลุกขึ้นทั้งที่ยังงัวเงีย หากเป็นผู้อื่นคงถูกเขากริ้วโกรธยกใหญ่ ทว่าเขาให้ความเคารพถังกั่วเปี้ยนเป็นอย่างยิ่ง
เขาปีนขึ้นมาจากกองสตรี นางกำนัลที่ติดตามอยู่ข้างกายก็รีบเข้ามาช่วยสวมฉลองพระองค์
“มีเรื่องใดมาหาเจิ้น?” ว่านเหยียนเลี่ยงถามอย่างเฉยเมย
“กระหม่อมรบกวนพระสุบินของฝ่าบาท สมควรตายหมื่นครั้งพ่ะย่ะค่ะ”
“มีเรื่องก็พูดมา”
“เมื่อคืนกระหม่อมครุ่นคิดทบทวนไม่หยุด ได้ข้อคิดเห็นต่อสถานการณ์เบื้องหน้าแตกต่างออกไปบ้างพ่ะย่ะค่ะ”
“ข้อคิดเห็นใด?”
“ยามนี้ฝ่าบาททรงนำทัพปราบกบฏแผ่นดิน กองทัพหลวงของเรากำลังจะถึงเหลียวหยาง ทว่าเหลียวหยางกลับอยู่ในมือชาวซ่ง”
“มิใช่ตกลงกันแล้วว่าจะหลีกเลี่ยงชาวซ่งที่เหลียวหยางหรือ?”
“แต่เรื่องนี้มิใช่เพียงหลีกเลี่ยงแล้วจะจบพ่ะย่ะค่ะ”
“เจิ้นออกประกาศประณามกบฏแผ่นดินอย่างอูจู๋ไปแล้ว หรือกองทัพซ่งที่เหลียวหยางยังคิดขัดขวางเจิ้น?” ว่านเหยียนเลี่ยงไม่เห็นเป็นเรื่องสำคัญ
ไม่ว่าจะมองจากมุมการเมืองหรือจากมุมตำราพิชัยสงคราม ยามนี้เมื่อภายในแคว้นจินห้ำหั่นกันเอง ชาวซ่งที่อยู่ข้างหนึ่งย่อมไม่สอดมือเข้ามาอย่างบุ่มบ่ามอีก
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ย่อมไม่สอดมือเข้ามาช่วยฝ่ายว่านเหยียนเลี่ยง
การนั่งดูเสือสองตัวต่อสู้กันเป็นธรรมเนียมเก่าแก่ คนที่ยังมีสติปัญญาปกติย่อมไม่ทำอะไรเหลวไหล
“กองทัพซ่งที่เหลียวหยางคงไม่ลงมือกับพวกเรา พวกเขายินดีจะเห็นเราปราบกบฏแผ่นดินอย่างอูจู๋เสียด้วยซ้ำ”
“แล้วเจ้ากังวลเรื่องใดกันแน่?”
“แล้วหลังจากเราปราบอูจู๋ได้เล่าพ่ะย่ะค่ะ?”
