“ท่านคงยังไม่ทราบ” ฉินฮุ่ยกล่าว “ไม่ว่าจางจวิ้นจะกลับมาหรือไม่ บัดนี้การลดกำลังกองทัพชายแดนได้กลายเป็นความเห็นพ้องของขุนนางทั้งราชสำนักแล้ว เรื่องของจางจวิ้นยิ่งทำให้ผู้คนหวาดหวั่น อีกทั้งทูตแคว้นจินยังเดินทางมาเจรจาสงบศึก การหยุดรบย่อมเป็นกระแสที่มิอาจต้านทาน”
“ท่านหมายความว่า ราชสำนักกับกองทัพชายแดนต่างไม่ไว้วางใจกันแล้วหรือ?”
“จะกล่าวว่าไม่ไว้วางใจกันก็ไม่ได้ แต่ย่อมเกิดรอยร้าวขึ้นแล้วแน่ อีกทั้งเมื่อแรงกดดันจากภายนอกเบาบางลง ภัยคุกคามจากกองทัพชายแดนก็เด่นชัดขึ้น สิ่งที่ควรทำต่อจากนี้มิใช่เรื่องที่เห็นต่างกัน หากเป็นความเห็นพ้องกัน เมื่อหลายวันก่อนครั้นพบราชทูตจิน จ้าวติ่งเสนอว่าการเจรจาสงบศึกเป็นกระแสที่มิอาจต้านทาน แสดงว่าแม้แต่จ้าวติ่งก็รู้แล้วว่ายามนี้ควรทำสิ่งใดและไม่ควรทำสิ่งใด”
“สิ่งที่ควรทำหรือ?”
“จัดระเบียบกิจการชายแดนขึ้นใหม่ หยุดรบและเจรจาสงบศึก”
“ฝ่าบาทจะทรงยินยอมหรือ?”
“นี่เองคือพระประสงค์ของฝ่าบาท” ฉินฮุ่ยถอนหายใจ คล้ายก้อนหินใหญ่ที่ค้างคาในใจร่วงหล่นลงในที่สุด “ฝ่าบาทของพวกเราเปรียบดังพระทัยสวรรค์ที่กว้างใหญ่ดุจมหาสมุทร ยากจะหยั่งถึง ยามเจ้าคิดว่าคาดเดาพระทัยได้แล้ว นั่นย่อมเป็นเพราะพระองค์ทรงจงใจเผยให้เห็น”
“แล้วครั้งนี้เล่า? ก็ทรงจงใจเผยให้เห็นเช่นกันหรือ?”
“ครั้งนี้ไม่ใช่ สถานการณ์มาถึงขั้นนี้แล้ว ฝ่าบาทไม่อาจทำเป็นอย่างอื่นได้” ดวงตาที่สงบนิ่งของฉินฮุ่ยพลันฉายแสงร้อนแรง “ไม่มีจักรพรรดิองค์ใดไม่หวาดหวั่นต่อสถานการณ์ในยามนี้ ต่อให้พยายามปกปิดในใจได้ดีเพียงใดก็ตาม ยิ่งไปกว่านั้น บทเรียนจากราชวงศ์ถังก่อนยังปรากฏชัดอยู่เบื้องหน้า!”
“เช่นนั้นต่อจากนี้ ฝ่าบาทจะทรงจัดการกับเหล่าแม่ทัพชายแดนอย่างไร?”
