การคาดเดาของจงวั่งถูกต้อง
จ้าวหนิงไม่เคยคิดจะเปิดศึกเลย
พริบตาเดียวก็ถึงปลายเดือนเจ็ดแล้ว จ้าวหนิงส่งคนออกไปสืบข่าวทุกวัน ส่วนหลี่ชุ่ยก็พาคนเดินเตร็ดเตร่อยู่ในเจิ้นติ้งฝู่ทุกวัน
กองทัพซ่งเดินเพ่นพ่านไปทั่ว ส่วนกองทัพจินตั้งมั่นไม่เคลื่อนไหว
ตลอดหนึ่งเดือนเต็ม ทั้งสองฝ่ายราวกับกำลังปฏิบัติตามคำมั่นที่ให้ไว้บนโต๊ะเจรจาครั้งก่อนจริง ๆ
จู่ ๆ ต่างก็รักสันติขึ้นมา
วันหนึ่ง หูเฉวียนกล่าวว่า “ฝ่าบาท กองทัพจินตั้งมั่นไม่เคลื่อนไหวมาโดยตลอด ช่างน่าประหลาดยิ่งนัก”
จ้าวหนิงกำลังอ่านหนังสือพิมพ์ของชิ่งหยวนฝู่ในช่วงสองวันนี้
เขาอ่านไปพลางกล่าวไปว่า “ไม่น่าประหลาด”
“กระหม่อมโง่เขลา”
“กองทัพจินอาจระดมกำลังพลจำนวนมากไว้ที่ซ่างจิงจริง ๆ”
“ระดมกำลังไว้ที่ซ่างจิงหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“อาจเตรียมยกทัพไปทางตะวันตก”
“ชาวจินจะยกทัพไปปราบผู้ใดพ่ะย่ะค่ะ?” หูเฉวียนมีสีหน้าฉงน
“ชาวเหมิงอู๋”
“ชาวเหมิงอู๋หรือพ่ะย่ะค่ะ?”
สำหรับชาวซ่งแล้ว ชาวเหมิงอู๋เป็นกลุ่มคนที่ไม่คุ้นเคยนัก ทั้งยังไม่รู้เรื่องความขัดแย้งภายในแคว้นจินมากนัก ยิ่งแทบไม่มีทางรู้ว่าแท้จริงแล้วแคว้นจินเองก็มีศัตรูที่สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าอยู่เช่นกัน
“เหมิงอู๋ซื่อเหวย”
คราวนี้หูเฉวียนนึกออกแล้ว ซื่อเหวยเป็นชนเผ่าหนึ่งของชาวเซียนเปย หลังกลางราชวงศ์ถัง ในเอกสารประวัติศาสตร์ยังเรียกพวกเขาว่า “ต๋าต๋า”
พวกเขาอาศัยอยู่บนทุ่งหญ้านอกด่าน โดยส่วนใหญ่อยู่ในม่อเป่ยอันห่างไกล
ชาวชี่ตันก็เป็นผู้สืบเชื้อสายจากชาวเซียนเปย ภายหลังซื่อเหวยจึงยอมสวามิภักดิ์ต่อแคว้นเหลียวของชี่ตัน
“ฝ่าบาททรงทราบได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ?”
“เราก็คาดเดาเอา ก่อนหน้านี้เราได้ยินหน่วยลาดตระเวนรายงานว่า แคว้นจินกับข่านเหมิงอู๋มีเรื่องบาดหมางกัน ชาวเหมิงอู๋ไม่ยอมสวามิภักดิ์ต่อชาวจิน ทั้งสองฝ่ายย่อมต้องเปิดศึกใหญ่กันเป็นแน่”
หยางชุนจงซึ่งเงียบมาตลอดพลันกล่าวขึ้นว่า “ถึงแคว้นจินจะยกทัพไปทางตะวันตก ก็ไม่ถึงกับต้องตั้งมั่นไม่เคลื่อนไหว กองทัพจินรบเก่งกล้า ไม่มีทางถอยหนี”
