เยว่อวิ๋นมองอาล่าฮูสือที่กำลังทำท่าน่าเอ็นดูอยู่ข้างกาย ก่อนจะหันไปมองลู่โหยว แล้วกล่าวอย่างฮึกเหิมว่า “ข้าเห็นด้วยกับข้อเสนอของท่าน หากเอาชนะกองทัพต๋าต๋ากลุ่มนี้ได้ในเวลาอันสั้น...”
จากนั้นสายตาของเยว่อวิ๋นก็ทอดไปยังอินซานที่อยู่ไกลออกไป
สายลมบนทุ่งหญ้าพัดพู่แดงบนศีรษะของแม่ทัพหนุ่มให้พลิ้วไหว ทั้งยังพัดปลุกใจเหล่าทหารด้วย
ทางเหนือของอินซาน เป็นที่ตั้งรังเดิมของเผ่าเค่อเลี่ย
ลู่โหยวดึงบังเหียนอย่างแรง ม้าศึกหมุนวนอยู่กับที่หลายรอบ เขาดูตื่นเต้นยิ่งนัก ก่อนเอ่ยเสียงดังว่า “ในเมื่อท่านก็เห็นด้วย เช่นนั้นพวกเราจะใช้เวลาสั้นที่สุดบดขยี้กองทัพต๋าต๋ากลุ่มนี้ จากนั้นยกทัพขึ้นเหนือ สังหารพวกมันให้เจ็บแสบ!”
อาล่าฮูสือรีบถามว่า “ท่านทั้งสองจะไปเมืองวอหลู่ตัวหรือ?”
“ใช่!”
“ที่นั่นอยู่ไกลยิ่งนัก ต้องข้ามอินซาน แล้วเดินทางต่อไปอีกเกือบพันลี้...”
“ต๋าต๋ามาได้ กองทัพหลวงแห่งราชสำนักสวรรค์ก็ไปได้เช่นกัน!”
ระหว่างที่กำลังพูด หน่วยสอดแนมที่อยู่ด้านหน้าก็ควบม้าเข้ามาอย่างรวดเร็ว พลางตะโกนมาทางนี้ว่า “รายงาน! พบกองทัพต๋าต๋าหลายพันนายอยู่เบื้องหน้า กำลังมุ่งหน้ามาทางกองทัพเราอย่างรวดเร็ว!”
เยว่อวิ๋นสั่งการทันทีว่า “ให้หน่วยสอดแนมที่เหลือออกไปสืบกำลังพลของต๋าต๋า!”
“ขอรับ!”
จากนั้นเยว่อวิ๋นกล่าวต่อว่า “ทั้งกองทัพเตรียมพร้อมรบ!”
เหล่าทหารปลดเกราะจากม้าสำรอง แล้วเริ่มสวมใส่
ไม่นาน เสียงแตรศึกก็ดังก้องไปตามสายลมบนทุ่งหญ้า ม้าศึกหลายพันตัวส่งเสียงร้องก้อง กลุ่มทหารม้าบนทุ่งหญ้าเริ่มรวมตัวกันเป็นขบวน ประหนึ่งสายน้ำหลายสายไหลมาบรรจบกัน
เหล่าทหารสวมเกราะ ถือทวนยาว สีหน้าเคร่งขรึม
