จ้าวหนิงกล่าวว่า “ในเมืองหลวง ข้าพอรู้จักคนอยู่บ้าง ช่วยท่านได้”
“เช่นนั้นต้องขอบคุณท่านแล้ว”
ทั้งสองมิได้พูดคุยกันต่อเฉียนจิ่นซูทิ้งที่อยู่ไว้ อีกทั้งถามที่อยู่ของจ้าวหนิงด้วย แต่จ้าวหนิงมิได้บอกอะไรมาก
ระหว่างเดินทางกลับวัง จ้าวหนิงอดทอดถอนใจมิได้
สถานการณ์ต้องค่อย ๆ เปิดทางไปทีละก้าว
เพิ่งกลับถึงวัง ก็พบว่าเกาชิวยืนรออยู่หน้าตำหนักเหวินเต๋อ
เมื่อเห็นจ้าวกวนเจียกลับมา เกาชิวก็เร่งเดินเข้าไปหา “ฝ่าบาท เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“เรื่องใด?”
“เกิดจลาจลขึ้นที่อำเภอเว่ยซื่อ ผู้คนจำนวนมากปฏิเสธไม่ยอมจ่ายภาษีเกษตร ทั้งยังทำร้ายเจ้าหน้าที่จัดเก็บภาษีของที่ว่าการกรมขนส่งเสบียงพ่ะย่ะค่ะ”
จ้าวหนิงชะงักไปเล็กน้อย
เห็นสีหน้าของจ้าวกวนเจียเช่นนั้น เกาชิวก็ยิ่งร้อนใจ “ฝ่าบาท บัดนี้ควรทำเช่นไรพ่ะย่ะค่ะ?”
เกิดจลาจลขึ้น นี่เป็นเรื่องใหญ่ยิ่ง!
นโยบายใหม่เพิ่งประกาศใช้ได้ไม่กี่วัน ขุนนางกลุ่มหนึ่งในเมืองหลวงก็ต่อต้าน บัดนี้ยังลามไปถึงอำเภอเว่ยซื่อ ที่นั่นยิ่งเกินคาด ถึงกับก่อจลาจลขึ้นโดยตรง
“ฝ่าบาท! ฝ่าบาท!” เกาชิวร้องเรียกอย่างร้อนรน
จ้าวหนิงจึงได้สติกลับมา
เรื่องใหญ่แล้วอะไรกัน?
นี่มันเรื่องดีชัด ๆ!
สิ่งที่จ้าวหนิงกลัวที่สุดคืออะไร?
กลัวที่สุดก็คือเมื่อนโยบายใหม่ถูกผลักดันลงไปแล้ว กลับไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ!
ไม่มีปฏิกิริยาแปลว่าไม่มีปัญหาหรือ?
ตรงกันข้าม ไม่มีปฏิกิริยาต่างหากที่แสดงว่ามีปัญหาใหญ่ หมายความว่าที่ว่าการกรมขนส่งเสบียงคราวนี้เก็บภาษีอย่างไม่กระตือรือร้น ยังคงทำตามธรรมเนียมเก่า ปิดบังเบื้องบนและหลอกลวงเบื้องล่าง
มีปฏิกิริยาจึงแสดงว่าที่ว่าการกรมขนส่งเสบียงกำลังผลักดันนโยบายเกษตรใหม่จริง ๆ
“มีผู้ก่อจลาจลกี่คน?”
เกาชิวตอบอย่างร้อนใจ “อย่างน้อยหลายร้อยคนพ่ะย่ะค่ะ!”
