เห็นได้ชัดว่าว่านเหยียนต่านยอมประนีประนอมแล้ว
มิฉะนั้นคงไม่ส่งขุนนางชาวฮั่นอย่างสือลี่อ้ายมาที่นี่
ขุนนางชาวฮั่นส่วนใหญ่ในยามนี้สนับสนุนอูจู๋ มิใช่ว่านเหยียนชาง
ว่านเหยียนชางคิดจะเจรจาสงบศึกกับต้าซ่ง ไม่แน่ว่าวันใดวันหนึ่งอาจตอบรับจ้าวกวนเจีย ส่งชาวฮั่นเหล่านี้ในแคว้นจินกลับไปยังแคว้นซ่ง
แต่ว่านเหยียนอูจู๋แตกต่างออกไป การปฏิรูปของเขาในยามนี้คือการผลักดันให้ระบอบจักรพรรดิเสร็จสมบูรณ์ พร้อมทั้งแต่งตั้งขุนนางชาวฮั่นให้มีบทบาทสำคัญ
สำหรับคนอย่างสือลี่อ้าย ผู้ใช้ชีวิตอยู่ในดินแดนของชนต่างเผ่ามาทั้งชีวิต บรรพบุรุษหลายชั่วคนล้วนอยู่ใต้การปกครองของชนต่างเผ่า ย่อมไม่มีทางไปต้าซ่ง
ในต้าซ่งไม่มีที่ทางสำหรับพวกเขา
อูจู๋กล่าวว่า “ว่านเหยียนชางอยู่ซ่างจิงหรือ?”
“หลู่กั๋วกงอยู่ซ่างจิงพ่ะย่ะค่ะ”
“ฝ่าบาทไม่ทรงกังวลหรือว่าข้าจะนำทหารเข้าเมืองซ่างจิง แล้วสังหารว่านเหยียนชาง?”
“ท่านอ๋องไม่มีทางทำเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ”
อูจู๋นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะ “ฝ่าบาททรงเข้าใจข้าดียิ่ง”
วันที่ 17 เดือนห้า อูจู๋เดินทางถึงเมืองซ่างจิง
ทหารองครักษ์ส่วนตัวของอูจู๋นับพันนายติดตามเขาเข้าเมืองมาด้วย
เมื่อทราบว่าอูจู๋เข้าเมืองแล้ว เหล่าขุนนางหนี่ว์เจินซึ่งมีว่านเหยียนจงจวิ้นเป็นผู้นำก็พากันไปยังพระราชวัง
“ฝ่าบาท อ๋องเว่ยเข้าเมืองแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
“เรารู้แล้ว”
“อ๋องเว่ยยังนำทหารของตนมาด้วย นี่เป็นการคิดก่อกบฏนะพ่ะย่ะค่ะ!”
ว่านเหยียนต่านอ่านหนังสืออย่างสงบนิ่ง เขากำลังอ่านทฤษฎีทั่วไปว่าด้วยเงินตราของจ้าวกวนเจีย บนโต๊ะยังมีหนังสือว่าด้วยตรรกศาสตร์และคัมภีร์ว่าด้วยการวินิจฉัยวางอยู่
“เราเป็นผู้อนุญาตให้เขานำทหารเข้าเมืองเอง”
“ฝ่าบาท ยามนี้ผู้คนในเมืองกำลังหวาดหวั่นพ่ะย่ะค่ะ!” ว่านเหยียนจงจวิ้นร้องเสียงดังทันที
