วันที่ 14 เดือนสิบ ใบไม้ต้นสุดท้ายริมถนนหลวงในเมืองตงจิงก็ร่วงปลิวไปตามสายลมหนาว
แม้อากาศจะหนาวเย็น ทว่าบนถนนยังคงคลาคล่ำไปด้วยผู้คน
หลายปีมานี้ การค้าขายในตงจิงรุ่งเรืองขึ้นทุกวัน
มิใช่เพียงจำนวนสินค้าที่เพิ่มขึ้น เรือ ณ ท่าเรือแม่น้ำเปี้ยนก็เปลี่ยนไปจากแต่ก่อนอย่างสิ้นเชิง
ณ ท่าเรือแม่น้ำเปี้ยน ชายหนุ่มผู้หนึ่งในอาภรณ์หรูหราก้าวลงจากเรือ
เฉียนอู่รีบเดินเข้าไปหา พลางร้องเรียก “นายท่าน นายท่าน!”
เฉียนอวี้ชิงหันมาตามเสียง แล้วโบกมือให้
ไม่นาน เฉียนอวี้ชิงก็ขึ้นรถม้ากลับจวน
“เฉียนอู่ ทุกอย่างในเมืองหลวงเรียบร้อยดีหรือไม่?”
“เรียบร้อยดีขอรับ เพียงแต่ฮูหยินฉินส่งของกำนัลมาให้ไม่ขาด”
“ฮูหยินฉิน?”
“ก็คือฮูหยินของฉินเซี่ยงกงขอรับ”
“นางคิดจะทำอันใดอีก?”
“ไม่มีอันใดขอรับ เพียงส่งของกำนัลมาเท่านั้น”
เฉียนอวี้ชิงมิได้ซักถามต่อ เรื่องการมอบของกำนัลนั้นแท้จริงแล้วปฏิเสธได้ยากนัก อีกฝ่ายมิได้เรียกร้องสิ่งใด ทั้งเมื่อปฏิเสธไปครั้งหนึ่ง อีกฝ่ายก็ยังมาอีกเป็นครั้งที่สอง และครั้งที่สาม
เฉียนอวี้ชิงเพียงทอดถอนใจ ฉินฮุ่ยเสียเปรียบในเรื่องเปลี่ยนนาข้าวเป็นสวนหม่อน ขณะที่ตนกลับสร้างผลงานจากเรื่องนี้ ฉินฮุ่ยย่อมผูกใจเจ็บ
แต่หวังซื่อกลับยังส่งของกำนัลมาให้บ่อยครั้ง เรื่องนี้ชวนให้กังวลอยู่บ้าง
“ในเมืองหลวงมีเรื่องสำคัญอื่นอีกหรือไม่?”
เฉียนอู่นึกอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าวว่า “มีอยู่เรื่องหนึ่งขอรับ เมื่อวานธนาคารออกตั๋วเงินชนิดใหม่ เริ่มจำหน่ายตั้งแต่ 10 ก้วน บรรดาเศรษฐีในเมืองตงจิงพากันแห่ไป พอตกบ่ายหน้าธนาคารก็มีแถวยาวเหยียด”
“ตั๋วเงิน?” เฉียนอวี้ชิงประหลาดใจ “ใช้ทำสิ่งใด?”
“ได้ยินว่าฝากไว้อย่างน้อยห้าปี ธนาคารจะออกใบรับรองให้ และจ่ายดอกเบี้ยปีละหนึ่งในร้อยขอรับ”
