ต้วนเจิ้งเหยียนยังคงให้ความเคารพตระกูลเกาอย่างยิ่ง อย่างไรเสีย ทั้งในราชสำนักและหมู่ขุนนาง ผู้คนส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนของตระกูลเกา
ตระกูลเกามิได้กุมอำนาจการปกครองไว้เพียงอย่างเดียว หากยังครอบครองอำนาจทางทหารด้วย
ต้องรู้ว่าเป็นตระกูลเกาที่สมัครใจคืนอำนาจให้ตระกูลต้วน และหลังคืนอำนาจแล้ว ตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีก็สืบทอดกันในตระกูล
เรื่องนี้ไม่ต่างจากคราวที่ราชวงศ์จิ้นย้ายลงใต้ในอดีต ตระกูลหวังกับราชสำนักร่วมกันปกครองใต้หล้า
ตระกูลหวังเห็นแก่ความชอบธรรมของราชวงศ์ จึงเก็บรักษาตระกูลซือหม่าเอาไว้ หากคิดจะโค่นล้มขึ้นมาจริง ๆ ก็คงไม่มีใครกล้าส่งเสียงคัดค้านสักเท่าไร
บัดนี้ตระกูลต้วนกับตระกูลเกาก็เป็นเช่นเดียวกัน
ที่ตระกูลเกาคืนอำนาจให้ ก็เป็นเพราะเรื่องความชอบธรรมของราชวงศ์เช่นกัน
ในด้านอำนาจ ตระกูลเกาสามารถกดข่มตระกูลต้วนได้อย่างเด็ดขาด
เมื่อเกาเลี่ยงเฉิงเอ่ยขึ้น บรรยากาศในท้องพระโรงก็เปลี่ยนไปทันที
เมื่อครู่คนของตระกูลต้วนยังส่งเสียงเอะอะ บัดนี้ต่างหดหัวกลับไป รอให้ต้วนเจิ้งเหยียนเอ่ยปาก
ต้วนเจิ้งเหยียนเป็นคนอารมณ์อ่อนโยน เมื่อเผชิญสถานการณ์เช่นนี้ เขาย่อมใช้ความอ่อนสยบความแข็ง ไม่มีทางฉีกหน้าตระกูลเกาต่อสาธารณชนเป็นแน่
เช่นนี้ตระกูลเกาก็จะให้ความเคารพเขาอย่างแน่นอน
เพราะเกาเลี่ยงเฉิงเองก็เป็นผู้มีความสามารถในการปกครองบ้านเมือง เขาไม่ได้คิดทะเยอทะยานจะเข้ามาแทนที่ตระกูลต้วน ตรงกันข้าม ภายใต้การปกครองของเขา แคว้นต้าหลี่กลับเป็นระเบียบเรียบร้อย
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังเป็นผู้ที่ต้วนเจิ้งเหยียนเลือกขึ้นมาจากทายาทมากมายของตระกูลเกา
ทั้งสองฝ่ายรักษาสมดุลอันดีมาโดยตลอด
ทว่าไม่ได้หมายความว่าสมดุลนี้จะคงอยู่ต่อไปได้
หากไม่มีปัจจัยภายนอกเข้ามาผลักดัน บางทีอาจเป็นไปได้ ทว่าจิตใจคนเรานั้นเปลี่ยนแปลงง่ายเหลือเกิน
