อาหารค่อย ๆ ทยอยยกขึ้นโต๊ะจนครบ
จี้ซูอี้นั่งเบียดชิดเสิ่นโย่วหนิง ใจจึงไม่หวาดหวั่นเท่าไร
คนสกุลเฉิ่นเต็มนโต๊ะนี้ จี้ซูอี้จำไม่ได้สักคน
สมองของเจ้าของร่างเดิมก็เหมือนของธรรมชาติที่ยังไม่ถูกปรุงแต่ง ไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับใบหน้าแปลกหน้าพวกนี้เลย
คาดว่าพวกเขาคงเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ
แต่คนมากก็มีข้อดีตรงที่เธอจะไม่ถูกจับลุกขึ้นยืนให้ท่องจำเครือญาติยุ่งเหยิงอย่างพวกป้าเจ็ดน้าแปด น้าชาย น้าลุงให้ฟัง
แบบนั้นเธอไม่เอาเด็ดขาด!
“พอดีกับที่ท่านผู้เฒ่าตระกูลถานจัดงานฉลองวันเกิดใหญ่เสร็จลง พวกเราก็ได้รวมตัวกันดี ๆ ทีหนึ่ง อยู่ ๆ ก็ต้องจากกัน ไม่รู้เมื่อไรจะได้เจอหน้ากันอีก”
“พวกเธอกลับมาก็ทำเหมือนอยู่บ้านตัวเอง ไม่ต้องเกรงใจ กินให้อิ่ม ดื่มให้ดี แค่นี้ฉันก็พอใจแล้ว”
เสิ่นหลานเสวี่ยมีคนประคองให้นั่งที่หัวโต๊ะ เก้าอี้ว่างเปล่าข้างกายทำให้หล่อนดูโดดเดี่ยวอยู่บ้าง
สำหรับงานสังสรรค์ครอบครัวใหญ่ที่เคร่งขรึมแบบนี้
จี้ซูอี้รู้สึกเคอะเขิน ไม่รู้จะวางตัวอย่างไร จึงได้แต่ตักกับข้าวเฉพาะจานที่อยู่ตรงหน้า
กลับเป็นเสิ่นโย่วหนิงที่สังเกตเห็นว่าเธอผิดปกติ จึงลุกขึ้นคีบกุ้งที่เธอชอบใส่ลงในชามให้
อืออืออือ!!!
การมีภรรยาดูแลเนี่ยมันดีจริง ๆ !!!
ในใจจี้ซูอี้ซาบซึ้งจนแทบจะร่ำไห้
เธอกับเสิ่นโย่วหนิงมีโอกาสได้ทานข้าวด้วยกันไม่มากนัก เพียงแต่มื้อเช้าเธอสั่งอาหารที่มีกุ้งเพิ่มขึ้นอีกสองสามอย่าง
เสิ่นโย่วหนิงก็จำได้หมด แถมยังรู้ว่าเธอชอบกินอะไร
คีบกุ้งให้หลายชิ้นเสร็จ เสิ่นโย่วหนิงนั่งลงอีกครั้ง ก็ประสานเข้ากับดวงตาโตใสแป๋วของจี้ซูอี้ที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้ง
