ปวดหลังไปหมด
แต่ก็มีความสุขเหลือเกิน
ตอนที่จี้ซูอี้ห่มผ้าแน่นแล้วลืมตาขึ้นมา ความคิดแรกในหัวก็คือสิ่งนี้
เธอใช้นิ้วมือกำผ้าปูที่นอนไว้ แล้วแอบใช้หางตามองเสิ่นโย่วหนิงอย่างลับ ๆ
แสงตะวันสีทองยามเช้าสาดส่องผ่านรอยแยกของม่านหน้าต่างลงมา ตอนนี้จี้ซูอี้จึงมองเห็นเค้าโครงใบหน้าของเสิ่นโย่วหนิงได้อย่างชัดเจน
ปอยผมปรกคิ้วงามของเสิ่นโย่วหนิง ใบหน้านวลสะอาดทั้งหน้า เมื่อเทียบกับตอนแรกที่พบกัน สีหน้าของเสิ่นโย่วหนิงดีขึ้นมากแล้ว
อย่างน้อยก็ดูมีชีวิตชีวา
ไม่ใช่สภาพที่ดูป่วย ๆ อย่างตอนนั้น
หน้าแข้งค่อย ๆ ขยับเข้าไป จี้ซูอี้เข้าใกล้เสิ่นโย่วหนิงมากขึ้น เธอรู้สึกทึ่งในใจอีกครั้งว่าแม้แต่ยามหลับ เสิ่นโย่วหนิงก็ยังดูเงียบสงบ
ไม่เหมือนกับเธอที่บางครั้งตื่นขึ้นมาก็ซวนเซ เกือบจะตกเตียง
อดไม่ได้ที่จะใช้นิ้วมือเขี่ยเส้นผมของภรรยา จี้ซูอี้คิดอีกว่า ทำไมเส้นผมของโย่วหนิงถึงได้นุ่มสลวยและเชื่องเหมือนเจ้าของเส้นผม ไม่ดูลอยฟูเลยสักนิด
จ้องมองแก้มของเสิ่นโย่วหนิงประมาณสามนาที จี้ซูอี้เพิ่งจะคิดเข้าใกล้ขึ้นอีกนิด
เสิ่นโย่วหนิงก็ลืมตาขึ้น
“ตื่นแล้วเหรอ”
ไม่ใช่การหนีอย่างลนลานเหมือนเมื่อก่อน หรือการปิดบังความในใจ จี้ซูอี้ทำตัวอย่างเปิดเผย เธอขยับเข้าไปใกล้ ๆ แขนแนบกับแขนของเสิ่นโย่วหนิง
ในดวงตาสุกสกาวราวดวงดาว
จี้ซูอี้แทบอยากจะชดเชยวันที่เสียไปทั้งหมดกลับคืนมา มองให้หนำใจในคราวเดียว
การพลาดช่วงมหาวิทยาลัยและมัธยมปลายของเสิ่นโย่วหนิงไป ทำให้เธอเสียใจมากจริง ๆ
“โย่วหนิง วันนี้คุณป้าจะทำอะไรเป็นอาหารเช้า แซนวิช ขนมปัง หรือซาลาเปา เกี๊ยว ไข่ต้ม เนื้อวัว”
