"รีบเอาของกินออกมาซะ ไม่งั้นฉันฆ่าเธอแน่!"
"ไม่! อย่า——"
ตรงมุมหนึ่ง เด็กหนุ่มร่างบางซูบผอม พยายามพยุงตัวขึ้นอย่างยากลำบาก น้ำเสียงอ่อนแรง
"ปล่อยเธอไป ฉันจะพาพวกนายไปเอาของกิน"
ชายคนนั้นคลายมือ แล้วเดินเข้าไปหาเด็กหนุ่ม
จังหวะที่เขาเข้าใกล้ พลันเด็กหนุ่มที่บาดเจ็บสาหัสก็ดีดตัวขึ้นจากพื้น มีดปลายแหลมในมือพุ่งเสียบเข้าที่ร่างของโจรอย่างแรง
"อ๊าก!"
ชายคนนั้นร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะเตะเข้าเต็มแรงใส่ร่างที่ระบมไปทั้งตัวของเด็กหนุ่ม
เด็กหนุ่มกระเด็นถอยหลัง กระแทกกำแพงอย่างแรง เลือดทะลักออกทางปากและจมูก...
"พี่สาม!"
ลู่เสี่ยวถังสะดุ้งตื่นจากฝัน ลืมตาขึ้นพรวดพราด พลางลุกนั่งบนเตียง ใบหน้าเล็ก ๆ ขนาดฝ่ามือซีดขาวไร้สีเลือด
เธอรีบปีนลงจากเตียง สวมรองเท้าขนปุย แล้วรีบวิ่งตุ๊บ ๆ ลงบันไดไป
"พี่สาม——"
เมื่อเห็นร่างคุ้นตาในเสื้อฮู้ดสีดำนั่งอยู่ข้างโต๊ะทานข้าว ลู่เสี่ยวถังก็โผเข้าหา ใช้แขนสั้น ๆ สองข้างโอบกอดขาของอีกฝ่ายไว้แน่น
สัมผัสอ่อนนุ่มที่จู่โจมเข้ามาไม่ทันตั้งตัวนี่เองที่ทำให้ลู่หมิงอวี่แข็งทื่อไปทั้งร่าง
เขาขมวดคิ้ว กำลังจะอ้าปากพูด
ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงหวานใสของเด็กน้อยดังขึ้นเจือความดีใจว่า "พี่สาม พี่ไม่ตาย ยิ่งดีใหญ่เลย!"
ลู่หมิงอวี่ "..."
ลู่เสี่ยวถังรู้ดี ว่าพี่สามไม่ชอบเธอมาโดยตลอด
สายตาที่เขามองเธอนั้นต่างจากพี่ชายคนอื่น
พี่ใหญ่กับพี่สองนั้น เวลามองเธอก็จะเต็มไปด้วยความเอ็นดูและตามใจ ราวกับว่าถึงเธอจะเจาะฟ้าให้ทะลุเป็นรู พวกเขาก็จะตามเช็ดขี้ตามก้นให้เธอ
มีแต่พี่สามเท่านั้น ทุกครั้งที่มองมา แววตาเหมือนมีน้ำแข็งบาง ๆ เกาะอยู่ ซึ่งไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ละลายไม่ออก
แต่ทว่า พี่สามคนนี้แหละ หลังจากวันสิ้นโลกมาถึง กลับไม่เคยคิดจะทิ้งเธอเลยสักนิด แม้แต่ตอนใกล้ตาย ยังเอาขนมปังอัดเม็ดห่อสุดท้ายกับน้ำอีกครึ่งขวดที่เหลืออยู่ให้เธอทั้งหมด
คิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในชาติก่อน ลู่เสี่ยวถังก็อดที่จะตาแดงขึ้นมาไม่ได้
ในชาติก่อน พี่สามตายอย่างน่าอนาถที่สุด โดนพวกมาแย่งของกินต่อยจนกระดูกสันหลังหัก นอนเป็นอัมพาตบนเตียง เจ็บทรมานอยู่นานหลายวัน จนสุดท้ายก็ไม่รู้ว่าตายเพราะเจ็บ หรือเพราะหิวกันแน่
ชาตินี้ เธอจะต้องปกป้องพวกพี่ ๆ ให้ดี!
วินาทีต่อมา ลู่เสี่ยวถังก็โดนคนที่จับที่ต้นคอชูขึ้นกลางอากาศ
ลู่หมิงอวี่พูดเสียงเย็นชา "ออกไปไกล ๆ"
พอก้มหน้าลง ลู่หมิงอวี่ก็เห็นขอบตาสีแดงก่ำของลู่เสี่ยวถังเข้า
ลู่หมิงอวี่ชะงักไป นิ้วที่จับต้นคอเสื้อลู่เสี่ยวถังอยู่ก็กำแน่นขึ้นหลายส่วน
เขากัดริมฝีปาก แล้ววางลู่เสี่ยวถังลงอย่างเงียบ ๆ ก่อนลุกขึ้นกลับเข้าไปข้างในบ้าน
ไม่นาน จากชั้นบนก็มีเสียง "ปัง" ของประตูห้องที่ถูกปิด ดังขึ้นทั้งแรงทั้งหนักแน่น
ลู่เสี่ยวถังยกมือเล็ก ๆ เท้าคางตัวเอง แล้วถอนหายใจออกมาอย่างคนแก่
พี่สามนี่ก็ดุร้ายเกินไปแล้ว ถ้าทำแบบนี้จะไม่มีสาว ๆ มาชอบเอานะ!
มิน่าล่ะ ถึงชาติก่อนจนตายไป ก็ยังไม่เคยมีแฟนสักคน
"หนูน้ำตาล อรุณสวัสดิ์จ๊ะ ทำไมถึงเอาแต่ทักพี่สาม ไม่เห็นพี่สองเลยล่ะ"
เสียงที่แฝงรอยยิ้มดังมาจากข้างหลัง
ลู่เสี่ยวถังหันไป ก็เห็นลู่หมิงเยวียนนั่งอยู่บนโซฟาเล็กข้างหน้าต่างกระจกบานเขื่อง บนตักมีหนังสือภาษาอังกฤษเล่มหนึ่งกางออก นิ้วที่พาดบนหนังสือนั้นเรียวยาวขาวผ่อง ข้อนิ้วราวหยก
"พี่สอง!"
ลู่เสี่ยวถังตาเป็นประกาย รีบวิ่งตุ๊บ ๆ ด้วยขาสั้น ๆ เข้าไป แล้วดิ้นกายดันตัวปีนขึ้นบนตักของลู่หมิงเยวียน
ลู่หมิงเยวียนยิ้มมุมปาก ก่อนจะพับหนังสือวางไว้ข้าง ๆ อย่างสบาย ๆ พลางยื่นมือมาประคองก้นของลู่เสี่ยวถัง แล้วอุ้มเด็กน้อยขึ้นมานั่งบนตักอย่างมั่นคง
"พี่สอง พี่อย่าไปทำงานก่อนนะ อยู่บ้านเป็นเพื่อนหนูน้ำตาลนะ อีกไม่นานวันสิ้นโลกก็จะมาถึงแล้ว ข้างนอกมันอันตรายมากเลย"
ลู่เสี่ยวถังจับมือของลู่หมิงเยวียน เงยหน้าขึ้น พูดด้วยท่าทางจริงจัง
เธอนึกถึงชาติก่อน มือของพี่สองที่ใช้สำหรับผ่าตัด ได้รับบาดเจ็บจนข้อนิ้วหักไปหมด ไม่อาจขยับได้เป็นปกติอีก แม้แต่จะถือแก้วน้ำก็ยังไม่มั่นคง แล้วใจก็ห่อเหี่ยวขึ้นมา
ลู่หมิงเยวียนมองใบหน้าเล็ก ๆ อ่อนหวานของเด็กน้อย ในหัวก็อดที่จะนึกถึงประโยคที่นักจิตวิทยาเคยบอกกับเขาไม่ได้ ทั้งปวดใจทั้งรู้สึกผิด
จิตแพทย์บอกว่า สาเหตุของโรคของหนูน้ำตาล เป็นไปได้มากว่าเธอต้องการให้คนในครอบครัวสนใจเธอมากขึ้น เมื่อต้องเจอกับอาการแบบนี้ของหนูน้ำตาล ทางที่ดีควรเอาใจเธอไปก่อน ให้เธอรู้สึกถึงความปลอดภัยที่มากพอ
หนูน้ำตาลเด็กตัวเล็กแค่นี้ อยู่ในวัยที่ต้องการให้ครอบครัวอยู่ด้วยแท้ ๆ แต่เขากลับเอาแต่หมกมุ่นกับงาน มองข้ามเธอไป ยังทำให้หนูน้ำตาลเป็นโรคทางใจแบบนี้ขึ้นมาอีก...
"ได้ พี่สองสัญญากับหนูน้ำตาล จะอยู่เป็นเพื่อนหนูน้ำตาลตลอด จนกว่าวันสิ้นโลกจะผ่านพ้นไป"
ลู่หมิงเยวียนลูบหัวของลู่เสี่ยวถังเบา ๆ "วันนี้หนูน้ำตาลอยากทำอะไร พี่พาไปสวนสนุกดีไหมจ๊ะ"
"ไม่! เอา!" ลู่เสี่ยวถังปฏิเสธอย่างไม่ลังเล
ลู่หมิงเยวียนชะงักไป
วินาทีต่อมา ได้ยินลู่เสี่ยวถังเอ่ยขึ้นว่า "พี่สองกับหนูน้ำตาลไปซื้อของกัน!"
......
"พวกนี้! พวกนี้! พวกนี้! หนูน้ำตาลเอา——หมด——เลย!!!"
ในร้านจำหน่ายอุปกรณ์เอาท์ดอร์โดยเฉพาะ เด็กน้อยสามขวบในกระโปรงเจ้าหญิงสีชมพู ดูแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับอุปกรณ์โทนสีเย็นที่เกลื่อนกลาดอยู่ทั่วร้าน ดึงดูดสายตาเป็นอย่างมาก
ลู่เสี่ยวถังพองแก้มยุ้ยเหยียดแขนสั้นอวบ ๆ ของตัวเองชี้ไปตามสินค้าที่เรียงรายอยู่บนพื้น แขวนบนผนัง กองอยู่บนชั้น ทีละอย่างสองอย่าง อย่างอาจหาญ!
เจ้าของร้านเหงื่อตกไปตามไรผม
นี่มันเกือบจะเรียกว่าซื้อร้านเขาให้เกลี้ยงอยู่แล้ว
เขาอดที่จะเงยหน้ามองชายที่ยืนอยู่ข้างหลังเด็กน้อยไม่ได้
นั่นเป็นชายหนุ่มอายุราวยี่สิบสี่ห้าปี สวมแว่นตากรอบทอง ใส่โค้ทสีเทาที่ตัดเย็บเข้ารูปพอดีตัว คิ้วหน้าตาคมคาย ดั้งจมูกโด่งเป็นสัน มุมปากคลี่ยิ้มน้อย ๆ ทั่วทั้งร่างดูอ่อนโยนและสง่างาม
"คุณท่าน..."
ยังไม่ทันที่เจ้าของร้านจะพูดถามออกไป ได้ยินเสียงนุ่มนวลของชายผู้นั้นดังขึ้นว่า "เอาตามที่หนูน้ำตาลบอกดีกว่า ซื้อทั้งหมด แล้วส่งมาตามที่อยู่นี้"
เจ้าของร้านชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเลือกใช้คำพูดอย่างระมัดระวัง "คุณท่าน อุปกรณ์เอาท์ดอร์ของร้านเราล้วนใช้วัสดุป้องกันระดับสูง ประสิทธิภาพเทียบมาตรฐานมืออาชีพ ราคาก็ค่อนข้างสูงด้วยเช่นกัน..."
"หนูน้ำตาลมีตังค์!"
ลู่เสี่ยวถังวิ่งฉับ ๆ ไปตรงหน้าเจ้าของร้าน วางกระเป๋าเป้ใบเล็ก แล้วรูดซิปออกจนเห็นธนบัตรสีแดงสดใสที่อยู่ข้างใน ก่อนจะหันไปกะพริบตาปริบ ๆ ให้ลู่หมิงเยวียนอย่างภาคภูมิใจ
เจ้าของร้าน -_-||
ลู่หมิงเยวียน "..."
ว่าแล้วเชียว ว่าทำไมตอนออกจากบ้าน ลู่เสี่ยวถังถึงยืนกรานจะสะพายกระเป๋าเป้ไปด้วย ที่แท้ก็รอจังหวะนี้อยู่นี่เอง
ลู่หมิงเยวียนหลับตาลงอย่างจนใจ พลางยกมือขึ้นดันแว่นที่สันจมูก สุดท้ายก็ย่อตัวลง รูดซิปกระเป๋าให้เรียบร้อย แล้วถือขึ้นมา
เขายืดตัวขึ้น ล้วงการ์ดใบหนึ่งออกจากกระเป๋าโค้ทหนีบไว้หว่างนิ้ว ส่งให้เจ้าของร้าน "รูดบัตรผม"
"ครับ!"
เจ้าของร้านรีบเรียกพนักงานในร้าน เริ่มแยกของจัดใส่ คำนวณราคาทันที
ครู่ใหญ่ผ่านไป ในที่สุดเจ้าของร้านก็เดินเช็ดเหงื่อกลับมาหาลู่หมิงเยวียนกับลู่เสี่ยวถัง
"เช็คของเรียบร้อยครับ รวมเป็นเงิน 9,727,421.32 หยวน ปัดเศษให้คุณท่าน เหลือ 9.72 ล้านหยวน"