พอเลขาฯ เจิ้งพูดจบ ชาวบ้านที่มุงดูซึ่งเมื่อครู่ยังช่วยพูดแทนฉินเจี้ยนเย่อยู่ก็เงียบกริบลงทันที สายตาร้อนแรงพากันจับจ้องไปที่ป้าฉิน
จริงด้วย ถ้าฉินเหล่าซานไปแล้ว ตำแหน่งคนจดแต้มแรงงานก็จะว่างลง ลูกหลานบ้านพวกเขาก็มีโอกาสไม่ใช่หรือ?
แต่ป้าฉินกลับมีสีหน้าราวกับเป็นเรื่องสมเหตุสมผลอยู่แล้ว
“ลูกชายคนที่สามของฉันไปแล้ว ก็ยังมีลูกชายคนโตไม่ใช่หรือ? ตำแหน่งนี้ก็ต้องให้พี่น้องในบ้านรับช่วงต่ออยู่แล้ว”
เลขาฯ เจิ้งแสร้งทำเป็นลำบากใจ
“พี่สะใภ้ฉิน แบบนี้คงไม่เหมาะมั้งครับ? ก่อนหน้านี้อย่างน้อยลูกชายคนที่สามของพี่ก็เรียนจบประถม ทุกคนถึงไม่ได้พูดอะไรที่ให้เขาทำงานคนจดแต้มแรงงาน”
“แต่ดูเหมือนลูกชายคนโตของพี่จะเรียนแค่ชั้นเรียนสอนอ่านเขียน แถมยังไม่เคยเรียนประถมด้วยซ้ำ แบบนี้จะทำงานคนจดแต้มแรงงานได้ยังไง ต่อให้ผมเห็นด้วย คนอื่นในกองพลก็คงไม่เห็นด้วยอยู่ดี พวกคุณว่าใช่ไหมครับ?”
พูดจบ เลขาฯ เจิ้งก็โยนคำถามให้ชาวบ้านที่มุงดู
พวกเขาเองก็อยากได้งานคนจดแต้มแรงงานเหมือนกัน ชาวบ้านที่มุงดูจึงพร้อมใจกันส่ายหน้าคัดค้าน
“พวกเราไม่มีทางยอมเด็ดขาด!”
“นั่นสิ ลูกชายคนโตบ้านคุณคงเขียนแม้แต่ชื่อตัวเองยังลำบาก แล้วจะจดแต้มให้พวกเราได้ยังไง?”
“ถ้าลูกชายคนโตบ้านคุณทำได้ ลูกชายฉันก็เคยเรียนถึงชั้นประถมหนึ่ง แบบนี้ก็ต้องเหมาะกว่าฉินเหล่าซานสิ?”
“อะไรกัน ตำแหน่งคนจดแต้มแรงงานเป็นของบ้านฉินโดยเฉพาะหรือไง? ทำไมต้องให้คนบ้านฉินทำเท่านั้น?”
