เลขาฯ เจิ้งเองก็ไม่คิดว่าเรื่องจะกลายเป็นแบบนี้ รู้อย่างนี้เขาคงพูดกันเป็นการส่วนตัวไปแล้ว
แต่ตอนนี้พูดออกไปหมดแล้ว ต่อให้เสียใจก็สายเกินไป ทำได้เพียงหันไปมองหลินเว่ยกั๋ว
“หัวหน้ากองพล ตอนนี้เรื่องวุ่นวายเป็นแบบนี้แล้ว เราจะทำยังไงกันดีครับ?”
หลินเว่ยกั๋วกลอกตาใส่อย่างหงุดหงิด ตอนนี้ถึงรู้จักถามว่าจะทำยังไงแล้วสินะ?
ก่อนหน้านี้มัวทำอะไรอยู่?
แต่พูดไปตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์แล้ว
“ทำให้ทุกคนใจเย็นลงก่อน เดี๋ยวพวกเราไปคุยกันที่สำนักงานกองพลว่าจะจัดการยังไง”
เลขาฯ เจิ้งพยักหน้ารัว ๆ
“คงต้องทำแบบนี้ไปก่อนครับ”
เขามองฝูงชนที่กำลังวุ่นวายอีกครั้ง ก่อนรีบยิ้มประจบแล้วพูดว่า
“ส่วนเรื่องปลอบทุกคน คงต้องรบกวนหัวหน้ากองพลออกหน้าเองแล้วครับ”
หลินเว่ยกั๋วไม่ค่อยพอใจนักที่เลขาฯ เจิ้งเป็นแบบนี้ทุกครั้ง เวลามีเรื่องดี ๆ ก็พุ่งไปอยู่แถวหน้า พอเกิดเรื่องขึ้นมากลับนึกถึงเขา
แต่จะทำยังไงได้ล่ะ? ใครใช้ให้เขาเป็นหัวหน้ากองพลกันล่ะ จะปล่อยให้ชาวบ้านก่อเรื่องอยู่ตรงหน้าได้หรือไง?
หลินเว่ยกั๋วไม่สนใจเลขาฯ เจิ้งอีก หันไปมองทุกคนแล้วกระแอม ก่อนตะโกนขึ้นมา
“พี่น้องชาวบ้านกับสหายปัญญาชนทุกคน อย่าเพิ่งทะเลาะกัน หยุดแล้วฟังผมพูดก่อน!”
เขาตะโกนพลางยกมือกดลงหลายครั้ง ร้องเรียกอยู่หลายหนจนเกือบเสียงแหบ ในที่สุดเสียงเอะอะของคนกลุ่มนั้นจึงค่อย ๆ เบาลง
ที่สำคัญคือทุกคนรู้ดีว่าต่อให้พากันโวยวายก็ไม่ได้เรื่องอะไร สุดท้ายก็ต้องรอดูว่าหัวหน้ากองพลจะจัดการอย่างไร
