เมื่อเห็นฝูงสัตว์วานรหายลับไปจากสายตาจนหมดแล้ว ทุกคนจึงกระโดดลงจากต้นไม้
“เฮ้อ... เกือบหัวใจวาย ฝูงใหญ่ขนาดนั้น ถ้าสู้กันจริงคงอัดพวกเราเละเป็นโจ๊กแน่” จงหย่วนเซินตบอกเบา ๆ เห็นได้ชัดว่าถูกพวกมันเล่นงานจนเข็ด
“ยังดีที่พวกมันไม่ใช่สัตว์กลายพันธุ์ที่มีประสาทรับกลิ่นไว ไม่อย่างนั้น ต่อให้ซ่อนอยู่บนต้นไม้ก็คงไม่รอด” จ้าวคุนเองก็ยังอกสั่นขวัญแขวน
“จมูกแบน ๆ แบบนั้น ข้าว่าประสาทรับกลิ่นยังสู้ฉันไม่ได้เลย” ไอ้ดำเยาะเย้ย
“พี่ปิน ในฝูงสัตว์วานรพวกนั้นมีขั้นสิบอยู่ด้วยใช่ไหม? ฉันรู้สึกว่าพวกมันกดดันฉันมาก” เฉินห่าวมองหยางปินด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“มี ตั้งหกตัวขั้นสิบ!”
“!!!”
“โหดเกินไปแล้ว!”
“แล้วหัวหน้า ตอนนี้เราจะทำยังไง?”
“หนีสิ จะทำอะไรได้อีก ศพพวกขั้นแปดเรายังไม่ได้เก็บ พวกมันเจอเข้า เดี๋ยวก็ไล่ตามมาแน่!”
“ได้!”
จากนั้นทุกคนก็รีบออกจากจุดเดิม มุ่งหน้าหนีไปไกล
เป็นไปตามที่หยางปินคาดไว้ ฝูงสัตว์วานรมาถึงจุดที่พวกเขาต่อสู้กันอย่างรวดเร็ว พวกมันเห็นซากสัตว์วานรขั้นแปดที่นอนอยู่บนพื้นทันที ก่อนจะคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยว
จากนั้นสัตว์วานรก็รีบกลับหุบเขาไปแจ้งสถานการณ์กับหัวหน้า
หัวหน้าฝูงสัตว์วานรเดือดดาลยิ่งนัก จึงเรียกสัตว์วานรทั้งหมดออกมา แล้วเริ่มค้นหาตัวคนร้ายอย่างทั่วถึง
สัตว์วานรแต่ละตัวออกจากหุบเขา มุ่งหน้าค้นหาไปทั่วทุกทิศทาง
หยางปินกับพวกที่กำลังหลบหนียังหนีไม่พ้นเขตของสัตว์วานร ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากทุกทิศทาง จึงจำต้องซ่อนตัวบนต้นไม้อีกครั้ง
