นับแต่เข้ามาในวังหลวง ซูเสี่ยวเปาก็มักนั่งตาละห้อยอยู่ตรงธรณีประตู มองออกไปด้านนอกทุกวัน หวังจะได้เห็นเงาร่างของท่านพ่อ
ทว่านางกลับต้องผิดหวัง ผ่านมาหลายวันแล้วก็ยังไม่เห็นท่านพ่อ
“จ๊อก ๆ...”
เสียงท้องร้องดังขึ้น ซูเสี่ยวเปาเบะปากน้อย ๆ ดวงตากลมโตฉ่ำน้ำ มองดูน่าสงสารราวกับลูกสุนัขที่ถูกทอดทิ้ง
“อ้าว องค์หญิงของพวกเรายังรอฝ่าบาทอยู่อีกหรือ”
เสียงประชดประชันดังมา ซูเสี่ยวเปาหันไปมอง ก็เห็นนางกำนัลที่นำอาหารมาให้นาง
วันแรกที่เพิ่งมาถึง นางได้กินอาหารอย่างดี วันที่สองก็เช่นกัน
แต่ตั้งแต่วันที่สาม เสี่ยวเปาก็พบว่าอาหารที่พวกเขานำมาให้เย็นชืด ทว่านางก็พอใจแล้ว ขอเพียงกินได้ก็ไม่เลือกมาก
ที่เกินไปคืออาหารที่นางกำนัลนำมาให้เมื่อเช้านี้บูดเสียแล้ว ทั้งยังไม่มีผักแม้แต่น้อย กินไม่ได้เลยสักนิด
เสี่ยวเปาจึงหิวมาจนถึงยามนี้
“นึกว่าเป็นไข่ทองคำเสียอีก ที่แท้ฝ่าบาทก็ไม่เคยเสด็จมาที่นี่สักก้าว ยังต้องให้ข้านำอาหารมาให้ทุกวัน ช่างอัปมงคลเสียจริง”
นางกำนัลกลอกตาใส่ซูเสี่ยวเปา ก่อนจะโยนอาหารในมือลงบนพื้น แล้วมองลงมาจากที่สูงด้วยท่าทีหยามหยัน
“กินเสียสิ องค์หญิงน้อย”
แม้ปากจะเรียกองค์หญิงน้อย แต่นางกลับไม่แสดงความเคารพแม้แต่น้อย ซ้ำยังเต็มไปด้วยเจตนาร้าย
ซูเสี่ยวเปามองอาหารที่นางนำมาให้ เป็นหมั่นโถวแข็งโป๊กก้อนหนึ่ง นางหยิบขึ้นมาบิลองดู แล้วก็รู้ทันทีว่าแข็งจนกัดคำเดียวฟันคงหัก
ซูเสี่ยวเปาโกรธจนแก้มป่องราวกับปลาปักเป้า “อันนี้กินไม่ได้!”
เสี่ยวเปาน้อยใจจนร้องไห้ ดวงตาแดงก่ำเหมือนกระต่าย จู่ ๆ ก็ลุกขึ้นวิ่งออกไป ชนเข้ากับนางกำนัลจนอีกฝ่ายหงายหลัง ล้มก้นจ้ำเบ้าอยู่บนพื้น ก่อนจะรีบวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว
นางกำนัลร้องโอดโอยพลางลุกขึ้นจากพื้น ด่าทอไปตามทางขณะออกตามหาซูเสี่ยวเปา ทว่ากลับพบว่าไม่มีเงาของนางแล้ว
ครานี้นางกำนัลจึงเริ่มลนลาน หากเด็กคนนี้วิ่งซนจนเข้าไปในสถานที่ที่ไม่ควรเข้า...
พอนึกถึงผลที่จะตามมา ใบหน้าของนางกำนัลก็ซีดเผือด นางรีบเก็บของบนพื้นแล้วจากไป ในใจเริ่มนึกเสียใจ หากรู้แต่แรกก็คงไม่โลภ กินอาหารดี ๆ เหล่านั้นเสียหมด แล้วเอาของพวกนี้มาหลอกลวงและเหยียดหยามนาง
ใครจะคิดว่าเด็กน้อยที่ดูอ่อนแอรังแกง่ายเช่นนี้จะกล้าหาญถึงเพียงนี้
แต่ผู้ที่นางแค้นยิ่งกว่ากลับเป็นซูเสี่ยวเปา
“นังเด็กสารเลวนั่น เป็นเด็กบ้านนอกมาจริง ๆ วิ่งซนไปทั่วทำไม! ถุย ขอให้ไปตายอยู่ข้างนอกเสีย!”
นางกำนัลแค้นจนเขี้ยวฟันแทบขบกัน ปากก็ด่าพึมพำไม่หยุด ทว่านางรู้ดีว่าเรื่องวันนี้จะให้ผู้อื่นล่วงรู้ไม่ได้เด็ดขาด เป็นเพราะเด็กนั่นไม่เชื่อฟังแล้ววิ่งซนเอง ไม่เกี่ยวกับนาง
ซูเสี่ยวเปาก้มหน้าวิ่งไปเรื่อย ๆ วังหลวงกว้างใหญ่เกินไป อีกทั้งนางเพิ่งมาถึงได้ไม่นาน วิ่งอยู่พักหนึ่งก็เริ่มมึนงง
เพราะนางเองก็ไม่รู้แล้วว่าที่นี่คือที่ใด
ทว่าไม่นานนัก จมูกของเสี่ยวเปาที่หิวจนท้องร้องก็ได้กลิ่นหอมหวานลอยมาอย่างว่องไว กลิ่นนั้นชวนให้น้ำลายสอ
เสี่ยวเปาตาแดง สูดจมูกน้อย ๆ ขนตางอนงามยังมีหยาดน้ำตาเกาะอยู่
ขาสั้น ๆ ของนางพาเดินตามกลิ่นหอมนั้น ในราตรี ร่างเล็กจ้อยแทบไม่มีใครสังเกตเห็น นางเดินเลี้ยวไปเลี้ยวมาโดยไม่รู้ว่ามาถึงที่ใด กระทั่งเห็นตำหนักแห่งหนึ่งที่โอ่อ่าหรูหรายิ่ง
ยามนี้เป็นเวลากลางคืน ภายในจุดตะเกียงไว้ ทว่าบริเวณโดยรอบกลับเงียบสงัด
ซูเสี่ยวเปาหิวจนไม่มีแก่ใจชื่นชมสถาปัตยกรรมอันงดงามประณีต นางค่อย ๆ เดินเข้าไปด้านใน มือเล็กทั้งสองเกาะขอบประตูแล้วชะโงกมอง เพียงแวบเดียวก็เห็นขนมหลากหลายชนิดวางเรียงรายอยู่บนโต๊ะ ทั้งดูน่าอร่อยและงดงาม
ดวงตาของก้อนแป้งน้อยพลันสว่างวาบ
ดวงตาดำขลับกะพริบปริบ ๆ นางแอบมองไปรอบด้าน กลับไม่เห็นผู้ใดอยู่เลย!
“ท้องเสี่ยวเปาหิวมาก กินสักนิดเดียว นิดเดียวก็พอ”
ก้อนแป้งน้อยพึมพำเสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน ก่อนจะย่องเข้าไปด้วยขาสั้น ๆ
ถึงอย่างไรก็กำลังทำเรื่องไม่ดี เด็กน้อยจึงรู้สึกกระดากใจ ใบหน้าเล็กขาวผ่องงดงามแต้มสีแดงระเรื่อด้วยความตื่นเต้น
นางปีนขึ้นเก้าอี้อย่างทุลักทุเล ร่างเล็กจ้อยต้องยืนบนเก้าอี้จึงจะเอื้อมถึงของบนโต๊ะ
นางหยิบขนมข้าวฟ่างชิ้นหนึ่งที่เล็กกว่าฝ่ามือของตน แล้วนั่งลงอย่างรีบร้อน ก่อนจะอ้าปากงับคำโต
เพียงคำเดียว ดวงตาของก้อนแป้งน้อยก็สว่างวาบ แก้มนุ่มขาวผ่องขยับตุ่ยอย่างรวดเร็ว สีหน้ามีความสุขเหลือเกิน
อร่อยเหลือเกิน!
แม้จะอายุเพียงสามขวบ แต่ก้อนแป้งน้อยกลับกินอย่างตั้งอกตั้งใจและประณีต ไม่ทำเลอะเทอะไปทั่ว เพียงแต่กินเร็วไปสักหน่อย
หลังจากกินขนมติดกันสามชิ้น นางก็เริ่มกระหายน้ำ เสี่ยวเปามองกาน้ำบนโต๊ะ แล้วยืนเขย่งปลายเท้าบนเก้าอี้เพื่อเอื้อมไปหยิบ
มืออวบอูมหลังมือมีรอยบุ๋มเพิ่งแตะหูกาน้ำ กระบี่ยาวเล่มหนึ่งที่สะท้อนประกายเย็นเยียบก็จ่อเข้าที่ลำคอของนาง
เด็กน้อยสัมผัสได้ถึงจิตสังหารอันรุนแรง จึงก้มตัวหมอบอยู่บนโต๊ะ หันไปมองด้านข้าง แล้วสบเข้ากับดวงตาคู่หนึ่งที่แดงก่ำและมืดมน
นางตกใจจนสะอึกขึ้นมาทันที
หนานกงสือหยวนถือกระบี่ยาวจ่อคอซูเสี่ยวเปา เขาสวมเพียงเสื้อตัวในสีดำเนื้อบาง ผมยาวดำสนิทราวหมึกปล่อยสยาย ใบหน้าหล่อเหลาคมคายมืดครึ้ม ดวงตาเรียวยาวฉายแววดุดัน จ้องเด็กน้อยที่บังอาจเข้ามาขโมยกินในตำหนักบรรทมของตนจากเบื้องบน
สายตาของเขากวาดมองลำคอเล็ก ๆ ของเด็กน้อย ลำคอผอมบางเช่นนี้ เพียงใช้ฝ่ามือข้างเดียวก็หักได้แล้ว
ความคิดมืดมนวาบผ่านห้วงคิด หนานกงสือหยวนมองนางอย่างเย็นชา
“มาจากตำหนักใด”
เขาขมวดคิ้วแน่น นางกำนัลสมัยนี้เข้าวังตั้งแต่ยังเล็กถึงเพียงนี้เชียวหรือ
ไร้กฎเกณฑ์เช่นนี้ ฆ่าทิ้งเสียจะดีกว่าหรือไม่
หนานกงสือหยวนไม่ได้บรรทมมาหลายวัน อารมณ์ก็ย่ำแย่อยู่ก่อนแล้ว จิตสังหารในใจกำลังพลุ่งพล่าน
ซูเสี่ยวเปาถูกเขาทำให้ตกใจ มองเขาด้วยดวงตาคลอหยาดน้ำตา
“ข้า... ข้าไม่รู้”
หยาดน้ำตาเม็ดโตไหลพรากลงมา เด็กน้อยควบคุมตนเองไม่อยู่เลย
“เสี่ยวเปามาหาท่านพ่อ ท่านพ่อพาเสี่ยวเปากลับมาแล้วก็ไม่สนใจข้า ฮือ ๆ... ท่านพ่อไม่ต้องการข้าแล้วใช่หรือไม่ ข้าหิวเหลือเกิน ขอโทษ ข้ากินของของท่านไป”
เด็กน้อยพูดจาสับสนปนเป หนานกงสือหยวนฟังเข้าใจ แล้วจู่ ๆ ก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้
บุตรสาวที่เพิ่งรับกลับมาผู้นั้นอายุเท่าไรแล้วนะ
หลินเจิ้งชิงเคยบอกว่า นางน่าจะอายุสามขวบ
หนานกงสือหยวนมองเด็กน้อยตรงหน้าที่ร้องไห้น่าสงสาร แล้วคิดด้วยสีหน้าเรียบเฉย
นี่คงเป็นบุตรสาวที่ได้มาโดยไม่คาดฝันของตนกระมัง
“ท่านพ่อของเจ้าไม่ต้องการเจ้าแล้ว” หนานกงสือหยวนเอ่ยถ้อยคำบาดใจออกมาอย่างร้ายกาจ
แล้วก็เห็นเด็กน้อยนิ่งงันไปตามที่คาด
ทว่าสีหน้าของหนานกงสือหยวนกลับแข็งค้างในวินาทีถัดมา
เพราะหลังจากซูเสี่ยวเปานิ่งไปสองอึดใจ จู่ ๆ นางก็อ้าปากร้องไห้โฮ
“คนโกหก คนใจร้าย ท่านพ่อไม่มีทางไม่ต้องการเสี่ยวเปา ท่านแม่บอกว่าเสี่ยวเปาเป็นเด็กดีที่สุด ท่านพ่อต้องชอบข้า ท่านลุงก็บอกว่าท่านพ่อยุ่งมาก ไม่ใช่ไม่ต้องการเสี่ยวเปา ฮือ ๆ...”
