บทที่ 2: ยินดีต้อนรับสู่บ้านของแอนนา
รถเก๋งสีดำแล่นฝ่าม่านหมอก มุ่งสู่ชานเมืองอันเงียบสงัด ทัศนวิสัยยังถูกบดบัง มองไกลออกไปให้ความรู้สึกราวกับพื้นที่เบื้องหน้ายังไม่ถูกปลดล็อก
หลีอู้ก้าวลงจากรถ หยางจั่วลดกระจกลงเอ่ยว่า “หวังว่าเราจะมีโอกาสได้เจอกันอีก”
จากนั้นเขาก็ขับจากไป
หลีอู้สำรวจเบื้องหน้า นี่คือคฤหาสน์หลังมหึมา สูงสี่ชั้น นอกจากแสงแดดที่ส่องมาไม่ถึงแล้ว แทบจะเป็นบ้านในฝันของหลีอู้เลยทีเดียว
ไม่รู้ว่าสร้างบ้านแบบนี้สักหลังต้องใช้เงินเท่าไหร่
เธอพยายามผลักประตูเหล็กตรงหน้า แต่กลับสัมผัสถูกของเหลวเหนียวข้นบางอย่างโดยไม่ตั้งใจ
“เลือด?”
คราบเลือดติดอยู่บนราวเหล็ก อยู่ในสภาพกึ่งแห้ง สัญชาตญาณบอกเธอว่านี่คือเลือดมนุษย์
เมื่อดูจากอุณหภูมิและความชื้นในตอนนี้ ระดับการแข็งตัวแบบนี้… คงเพิ่งถูกทิ้งไว้ไม่เกินครึ่งชั่วโมง
ยังไม่ทันได้พินิจพิเคราะห์ ก็มีคนมายืนอยู่หลังประตูเหล็ก
ชายร่างค่อนข้างอ้วน มือทั้งสองข้างกำผมแน่น สีหน้าพังทลาย จ้องเขม็งมาที่หลีอู้:
“จบแล้ว… จบแล้ว… จบกันหมดแล้ว! การนับถอยหลังหายไปแล้ว…”
เขาคุกเข่าลงกับพื้น
หลีอู้มองเขาด้วยความสงสัย จากนั้นก็มีชายหนึ่งหญิงหนึ่งเดินตามมาสมทบ
ชายคนนั้นสวมชุดสูท สวมแว่นกรอบดำ ดวงตาหรี่ปรือแผ่ความรู้สึกลึกลับอย่างบอกไม่ถูก
ส่วนหญิงสาวสวมเสื้อโค้ทแขนยาวสีดำสนิท มือทั้งสองข้างล้วงอยู่ในกระเป๋า ปลายผมดำแตะหลัง แนวกล้ามเนื้อหน้าท้องชัดเจน ดูเหมือนจะมีซิกแพ็กด้วย สีหน้าเฉยชาจับจ้องทุกอย่างตรงหน้า
หลีอู้ผลักประตูเหล็กออก เอ่ยถาม “พนักงานด้วยกัน?”
ทั้งสามคนไม่มีใครตอบเธอ
ชายอ้วนตรงหน้าตัวสั่นเทา พลันโพล่งประโยคหนึ่งออกมา “พวกเราทุกคนต้องตายอยู่ที่นี่ หนีไม่พ้นหรอก”
สายตาเขาค่อยๆ เลื่อนขึ้น ตรึงอยู่ที่มือเปื้อนเลือดของหลีอู้
“ที่นี่ไม่ใช่โลกของคนปกติ เมื่อกี้คนคนนั้นพยายามจะหนี แต่พอสองมือจับราวเหล็กปุ๊บ ร่างกายก็ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เหมือนลูกโป่ง สุดท้ายก็ ‘ตู้ม’ ระเบิดกระจุย!”
“เขาตายแล้ว การนับถอยหลังสิ้นสุดลงเราก็จะกลับไปได้… เราก็จะรอดแล้ว” เขาพูดพึมพำอย่างเพ้อเจ้อ แล้วจู่ๆ ก็คว้ามือหลีอู้แน่น “แต่แกจะมาทำไม?!”
“เป็นเพราะแก เป็นเพราะแกคนเดียว การนับถอยหลังถึงได้หายไป! แกทำพวกเราตายหมดทุกคน เป็นเพราะแกทั้งนั้น!!”
บางทีอาจเพราะเห็นเพื่อนร่วมทางตายอย่างน่าสยดสยอง ชายคนนี้เสียสติไปแล้วอย่างเห็นได้ชัด เขายกสองมือขึ้นจับหลีอู้ “เป็นเพราะแก ถ้าแกตาย เราก็ยังมีทางรอด!”
เขาจะบีบคอคนคนนี้ให้ตาย การนับถอยหลังจะได้เริ่มใหม่อีกครั้ง
เขาไม่เอาเงินแล้ว เขาอยากกลับบ้าน อยู่ที่นี่มีแต่รอวันตาย!
วินาทีต่อมา หลีอู้ฟาดมือลงบนท้ายทอยของชายอ้วนอย่างรวดเร็วเฉียบขาด ร่างของชายอ้วนก็ทรุดลงแน่นิ่งทันที
เขาหมดสติไปแล้ว
ชายเสื้อของหลีอู้เปื้อนเล็กน้อย เธอปัดปกเสื้อตัวเอง พลางมองทุกคน “ช่วยอธิบายสถานการณ์ตอนนี้ให้ฉันฟังหน่อยได้ไหม?”
“นึกไม่ถึงว่าเธอจะเก่งขนาดนี้” หญิงสาวในเสื้อโค้ทจับจ้องหลีอู้ด้วยแววตาเป็นประกาย สามก้าวรวบเป็นสองก้าวเดินมาหยุดตรงหน้าเธอ “ฉันนึกว่าเธอจะถูกเขาบีบคอตายซะอีก มีดีนี่นา? ฉันชื่อเนี่ยเวย นักมวย แล้วเธอล่ะ?”
“หลีอู้ เป็นหมอ”
เนี่ยเวยแปลกใจ “หมอ มีตำแหน่งราชการด้วยรึ?”
หลีอู้ใจแข็งดั่งเหล็ก “ไม่มี”
เนี่ยเวยส่งเสียง “อ๋อ” แล้วว่า “อย่างนั้นก็น่าเสียดายแย่”
หลีอู้ “ที่นี่ก็มีการเหยียดคนไม่มีตำแหน่งด้วย?”
เนี่ยเวยหัวเราะเล็กน้อย “จริงทีเดียว คนมีตำแหน่งราชการที่นี่เป็นที่ต้องการนักเชียว ใช้กันภัยได้ พวกเราเรียกกันว่าแสงแห่งคุณธรรม ในงานขั้นต้นช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตได้มากเลยล่ะ”
“พวกเขาว่ายังไงนะ? ตำแหน่งราชการน่ะ ได้รับอานิสงส์จากชาติบ้านเมือง พวกของแบบนั้นไม่กล้าสิงง่ายๆ”
หลีอู้ “???”
โอ๊ย ตายแล้ว จุดจบของโลกนี้ก็คือตำแหน่งราชการจริงๆ นี่หว่า
ขนาดผียังเหยียดคนไม่มีตำแหน่ง
ไม่คิดจะเห็นใจพนักงานประจำผู้น่าสงสารที่รุ่นก่อนทำกรรมไว้อย่างพวกเธอบ้างเลยรึไง?
“แต่ก็ไม่เป็นไร คนสมควรตายยังไงก็หนีไม่พ้น เมื่อก่อนก็มีกลุ่มคนมีตำแหน่งรวมตัวกันตั้งหน่วยตำแหน่งราชการ สุดท้ายเพิ่งเริ่มงานได้สองวันก็โดนล้างบาง”
หลีอู้ “ขอบคุณที่ปลอบใจ รู้สึกดีขึ้นเยอะเลย”
อันที่จริงไม่เลยสักนิด
“เรื่องคุยเล่นเอาไว้ทีหลังเถอะ ไปรวมตัวกันที่หน้าประตูคฤหาสน์ก่อน ภารกิจใกล้เริ่มแล้ว”
ชายชุดสูทที่เงียบมาตลอดเอ่ยเร่ง เขามองไปทางเนี่ยเวย “งานครั้งนี้ไม่ง่าย เธอคุมคนของเธอให้ดีเถอะ”
จากนั้น สายตาก็จับจ้องอยู่ที่หลีอู้ครู่หนึ่ง:
“เธอโชคดีนะ หวังว่าจะรอดชีวิตจากภารกิจครั้งนี้ได้”
เห็นได้ชัดว่า หลีอู้เป็นมือใหม่
ถึงแม้คนที่ถูกแพลตฟอร์มเลือกจะมีความพิเศษอยู่บ้าง หรือกระทั่งส่วนใหญ่เป็นพวกไม่กลัวตาย แต่คนที่ใจเย็นขนาดนี้ได้ในฐานะมือใหม่นั้นมีน้อยเหลือเกิน
งานที่เอาชีวิตเป็นเดิมพันนี้ ทุกคนล้วนอาจเป็นกุญแจสู่การเอาชีวิตรอด หรือในขณะเดียวกันก็อาจกลายเป็นมีดที่คอยทำร้ายคุณ
เนี่ยเวยฝีมือดีอยู่แล้ว และยังอยู่ในช่วงมือใหม่ หลายคนยอมจ่ายเงินก้อนโตเพื่อซื้อให้เธอไปออกภารกิจด้วย แต่ต่างถูกเธอปฏิเสธ
เธอไม่ได้ขาดแคลนเงิน สิ่งที่เธอต้องการสำคัญกว่าเงินตราเสียอีก
แน่นอน คนที่ถูกแพลตฟอร์มเลือก ล้วนมีความปรารถนาหนักหน่วงยิ่งกว่าชีวิต
ด้วยเหตุนี้ ความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างผู้คนจึงกลายเป็นของถูกแสนถูก
การที่เนี่ยเวยยอมเป็นมิตรกับมือใหม่คนหนึ่งอย่างแข็งขัน กะประมาณว่าถูกใจอะไรในตัวเธอเข้าแล้ว
หลังจากชายแว่นดำเดินจากไป เนี่ยเวยเลิกคิ้วด่าทอ “ไอ้พวกหยิ่งยโส ไปจัดการตัวเองให้ดีเถอะ”
หันกลับมา เธอเดินไปข้างร่างชายอ้วนที่หมดสติ ยกมือขึ้นอย่างง่ายดาย ยกร่างชายอ้วนขึ้นพาดบ่า ภายใต้สายตาตกตะลึงของหลีอู้ เธอแตะเบาๆ “ไปกันเถอะ”
หลีอู้อ้าปากจะพูด แต่ก็หยุดไว้
ไม่ค่อยเข้าใจ พวกนักมวยนี่เป็นยอดมนุษย์กันหมดรึไง? ของหนักตั้งสองร้อยกว่าชั่ง นึกจะยกก็ยกขึ้นเฉยเลย
ทั้งสองมุ่งหน้าไปยังคฤหาสน์ เนี่ยเวยอธิบายสถานการณ์ให้ฟัง
งานแต่ละครั้งมีข้อกำหนดจำนวนคน ถ้าจำนวนคนไม่ถึงจะถือว่าภารกิจยังไม่เริ่ม ทุกคนจะถูกดึงกลับโลกความจริง
ก่อนที่หลีอู้จะมา พนักงานใหม่คนหนึ่งรู้ตัวว่าสถานการณ์ไม่ชอบมาพากลอยากจะหนี แต่พอมือแตะประตูปุ๊บก็ระเบิดเลย ทำให้คนอื่นๆ ที่เป็นมือใหม่เหมือนกันตกใจหมด
ชายอ้วนนี่สภาพจิตใจย่ำแย่ ถึงขั้นเสียสติไปแล้ว
งานครั้งนี้ชื่อว่า “ห้องของแอนนา” ต้องใช้คนเจ็ดคน ตอนนี้นับรวมหลีอู้เข้าไป มีมือใหม่เอี่ยมห้าคน
อีกสองคนที่เหลือคือคนมีประสบการณ์
คนหนึ่งคือเนี่ยเวย นี่เป็นงานครั้งที่สามของเธอ
อีกคนคือชายชุดสูทเมื่อกี้ เหอฉุนยวี่
เหอฉุนยวี่รับเงินเพื่อเป็นคนคุ้มกันให้มือใหม่
หลีอู้ “คุ้มกัน?”
เนี่ยเวย “พนักงานในแพลตฟอร์มสามภารกิจแรกคือช่วงมือใหม่ มือใหม่บางคนกังวลว่าจะทำภารกิจให้ผ่านไม่ได้ ก็เลยใช้เงินจ้างพนักงานที่อยู่ในช่วงมือใหม่เหมือนกันแต่มีประสบการณ์ทำงานแล้วให้ไปออกภารกิจด้วย คอยคุ้มครองปกป้อง”
หลีอู้ตกใจ “ทำแบบนี้ได้ด้วย?”
พวกเราไม่ได้มาเพื่อหาเงินกันรึไง? นี่จ่ายเงินเพื่อมาหาความลำบากใส่ตัวอีก?
เนี่ยเวย “ได้แน่นอน อย่างเช่นฉัน… ตอนนี้กำลังคุ้มกันเธอฟรีๆ อยู่”
หลีอู้ “ขอบใจนะ แต่ฉันอยากถาม… คนที่จ้างคนคุ้มกันมาทำงานที่นี่มีจุดประสงค์อะไร?”
ได้ยินคำถามนี้ เนี่ยเวยอึ้งไปชั่วขณะ
สุดท้ายเธอก็โพล่งขึ้นมาประโยคหนึ่ง “เธอไม่ได้มาเป็นพนักงานที่นี่เพื่อเงินหรอกนะ?”
หลีอู้ “พวกคุณไม่ได้มาเพื่อเงินกันเหรอ?!”
นี่ในโลกนี้มีคนทำงานโดยยอมควักเนื้อเพื่อความหลงใหลจริงๆ ด้วยเหรอ?! (ยอมควักเนื้อ: หมายถึงไม่รับค่าจ้างแต่กลับยอมเสียเงินเพื่อมาทำงานแทน)
คนพวกนี้สมองฝ่อหรือไง?
ยังไม่ทันที่เนี่ยเวยจะตอบ เสียงระฆังดังทุ้มก้องกังวานจากหน้าปัดนาฬิกาขนาดใหญ่ตรงคฤหาสน์ที่หมุนติ๊กต็อกๆ ดังขึ้น แล้วตามด้วยเสียงกระจกแตก
เศษกระจกจากหน้าต่างชั้นห้าบานหนึ่งร่วงหล่นลงมา พร้อมกับเสียงใครบางคนสูดลมหายใจเย็นเฉียบแล้วด่าแช่ง:
“มีคน!”
ร่างเล็กบางในชุดขาวร่วงหล่นอย่างรวดเร็ว กระแทกลงมาตรงกลางกลุ่มคนอย่างน่าหวาดเสียว เด็กสาวที่ร่วงหล่นนั้นดวงตาเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัว อ้าปากกว้าง “อ๊ะ อ๊า” ไม่อาจเปล่งเสียงเป็นพยางค์ชัดเจนได้ ดิ้นรน ชักกระตุก แขนขาไม่เป็นของตัวเองโดยสิ้นเชิง ครู่ต่อมาก็กลับคืนสู่ความเงียบงัน
เลือดหยดจากมุมปาก เสื้อผ้าถูกย้อมเป็นสีแดงฉานอย่างรวดเร็ว คราบเลือดบนพื้นค่อยๆ กระจายออกไปรอบด้าน
เด็กสาวตายอย่างน่าอเนจอนาถ ทว่าดวงตากลับยังเบิกค้าง
ชั่วพริบตา ทุกคนรู้สึกเหมือนมีดวงตาคู่หนึ่งกำลังจ้องมองพวกเขาจากเบื้องหลัง
แต่ยังไม่ทันได้เข้าไปตรวจสอบ ประตูคฤหาสน์ก็เปิดออก
ตรงหน้าทุกคน มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่สมบูรณ์ครบถ้วน
เธอดูอายุราวเจ็ดแปดขวบ สวมชุดกระโปรงสีขาว มีผมยาวดกดำสลวย ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ก่อนจะยกชายกระโปรงขึ้นมาด้วยสองมืออย่างเปิดเผย
“ยินดีต้อนรับทุกท่านสู่บ้านของแอนนา”
“หนูคือแอนนา ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ”
ทุกคนในตอนนั้นต่างรู้สึกถึงความเย็นเยือกวูบวาบไปทั่วแผ่นหลัง
เพราะว่าแอนนาที่อยู่ตรงหน้า… เพิ่งตายต่อหน้าต่อตาพวกเขาไปหยกๆ!
ศพของเธอ ยังคงนอนจมกองเลือดอยู่บนพื้น—