สีหน้าของเผยรุ่ยหลินพลันเขียวคล้ำ
เขาเริ่มนึกเสียใจว่าเมื่อครู่ตนพูดเรื่องประลองยิงธนูขึ้นมาทำไม
คราวนี้ดีเลย เขาต้องไปยืนอยู่ใต้เป้าเสียเอง
แม้จากการประลองเมื่อครู่จะเห็นได้ว่าซื่อจื่อฉี เจียงหมิงถัง และองค์ชายห้าล้วนมีฝีมือยิงธนูเป็นเลิศ ไม่น่าพลาดจนทำให้เขาบาดเจ็บ
แต่หากมีใครสักคนมือสั่นขึ้นมาล่ะ?
เช่นนั้นเขามิเท่ากับต้องจบเห่หรือ?
เมื่อเห็นเขายืนนิ่งอยู่กับที่ แววตาของเจียงหมิงถังยังคงสงบนิ่ง
ที่นางเสนอจะประลองแทนมู่กวนหลาน ก็เพราะนอกจากจะเพิ่มค่าความประทับใจของเขาได้แล้ว ยังยั่วโทสะฉีเยี่ยนชิงได้อีกด้วย
นอกจากนี้ยังได้แสดงฝีมือให้เผยจิ่งเหิงกับฉินเจ้าเย่เห็นเป็นขวัญตา
อีกทั้งนางยังได้ยินมาว่าเผยรุ่ยหลินกับบิดามารดาของเขาลอบลงมือกับมู่กวนหลานมาหลายครั้ง
ราชวงศ์นี้ปกครองแผ่นดินด้วยความภักดีและกตัญญู ให้ความสำคัญกับการที่ผู้น้อยต้องเคารพผู้ใหญ่
ทว่ามู่กวนหลานมิใช่เสี่ยวจวิ้นอ๋องตัวจริง จึงไม่เคยใส่ใจผู้อื่น อยากตีใครก็ตี อยากเตะใครก็เตะ แม้แต่ศาลบรรพชนยังกล้าทุบทำลาย
เผยรุ่ยหลินกับพวกพ้องจึงทำอะไรเขาไม่ได้เลย
หากเป็นเจียงสือซวี่ ผู้เติบโตมาภายใต้การอบรมให้เคร่งครัดในธรรมเนียม อีกฝ่ายย่อมใช้ชื่อท่านอากับท่านย่ามากดข่ม จนเขาไม่อาจขยับตัวตามใจได้
ถึงเวลานั้น เกรงว่าเขาคงถูกคนเหล่านั้นทำร้ายเข้าจริง ๆ
วันนี้นางจึงถือโอกาสช่วยเจียงสือซวี่เอาคืนอีกสักครั้ง
คิดได้ดังนั้น เจียงหมิงถังก็เลิกคิ้วขึ้น “หรือคุณชายเผยคิดจะกลับคำ?”
มู่กวนหลานหัวเราะเยาะก่อนเผยรุ่ยหลินจะทันตอบ “เมื่อครู่ฉีเยี่ยนชิงเสนอเรื่องนี้ เจ้ายังหัวเราะเสียเบิกบาน บัดนี้รู้จักกลัวแล้วหรือ?”
“ข้าก็มิใช่คนไร้เยื่อใย เห็นแก่ที่บิดาเจ้าคอยเฝ้าประตูจวนจวิ้นอ๋องมาสิบกว่าปี เอาอย่างนี้ เจ้าโขกศีรษะให้ข้าสามครั้ง แล้วข้าจะช่วยพูดให้ ไม่ต้องให้เจ้ายืนใต้เป้าแล้ว เป็นอย่างไร?”
