เมื่อเห็นฉีเยี่ยนชิงปรากฏตัวขึ้นกะทันหัน ฉินเจ้าเย่กับมู่กวนหลานต่างรู้สึกงุนงงอยู่บ้าง
โดยเฉพาะมู่กวนหลาน ก่อนหน้านี้เขาเคยอาศัยข้ออ้างว่าไปเยี่ยมเยียน แล้วไปเยาะเย้ยฉีเยี่ยนชิงมาแล้ว
ยามนั้นอีกฝ่ายป่วยหนักจนร่างกายซูบโทรม อ่อนแอเปราะบาง แม้แต่เรื่องของเจียงหมิงถังก็ยังไม่ใส่ใจ บัดนี้กลับมีอารมณ์มายุ่งเรื่องของพวกเขาเสียอย่างนั้น?
มู่กวนหลานขมวดคิ้ว
เจ้าคนชั่วนี่กินยาผิดขนานหรือไร?
เขาชิงชังฉีเยี่ยนชิงเข้ากระดูก จึงสวนกลับไปทันควันว่า “เกี่ยวอะไรกับเจ้า!”
เดิมทีทั้งสองก็มีเรื่องบาดหมางกันอยู่แล้ว เมื่อได้ยินวาจานี้ สีหน้าฉีเยี่ยนชิงพลันหม่นคล้ำ
มู่กวนหลานช่างกล้านัก
เป็นเพียงอนุชายที่ไม่อาจออกหน้าออกตาได้แท้ ๆ กลับกล้าพูดกับสามีเอกอย่างเขาเช่นนี้!
เขาคิดจะสั่งสอนอีกฝ่ายทันที ทว่าพอนึกถึงข้อห้ามเด็ดขาดที่เจียงหมิงถังเคยกำชับไว้ จึงได้แต่เกลี้ยกล่อมตนเองและอดกลั้นเอาไว้
ช่างเถิด
เขาเป็นภรรยาเอกผู้สูงศักดิ์ จะลดตัวไปถือสาอนุชายต่ำต้อยได้อย่างไร
มิฉะนั้นก็มีแต่จะเสียเกียรติของตนเอง
เมื่อนึกถึงตรงนี้ ฉีเยี่ยนชิงเอ่ยเสียงเนิบนาบว่า “เมื่อคืนข้าน้อยชมสายฝน ฟังเสียงลม ตลอดทั้งคืนมิได้นอน”
“ยามนี้ง่วงงุนยิ่งนัก กำลังจะกลับไปพักผ่อนให้เต็มที่ แต่กลับถูกเสียงทะเลาะของพวกท่านรบกวนจนข่มตาไม่ลง จึงมาเกลี้ยกล่อมให้ปรองดองกันสักหน่อย”
ขณะกล่าว เขาก้าวเข้าไปในลานเรือน วางท่วงท่าราวกับบัณฑิตผู้ทรงคุณธรรม “คัมภีร์หลุนอวี่กล่าวไว้ว่า จงเข้มงวดกับตนเองและผ่อนปรนต่อผู้อื่น แล้วความขุ่นเคืองจะห่างไกล”
“บัดนี้พวกท่านทั้งสองพำนักอยู่ในตำหนักพักแรมเดียวกัน ย่อมควรถือความปรองดองเป็นสำคัญ อย่างไรเสีย ศัตรูควรคลี่คลายความแค้น มิใช่ผูกปมเพิ่ม”
ขณะกล่าว เขาหันไปมองมู่กวนหลาน “เอาเช่นนี้ ท่านเห็นแก่หน้าข้าน้อย ไปขอขมาต่อใต้เท้าฉิน แล้วนั่งลงพูดคุยกันดี ๆ เปลี่ยนเรื่องใหญ่ให้เป็นเรื่องเล็ก เรื่องเล็กก็ให้ผ่านพ้นไป จะได้สงบลงเสีย”
