เจียงหมิงถังไม่ลังเลแม้แต่น้อย
“ใจจริงที่ข้ามีต่อคุณชาย ยังต้องให้กล่าวอีกหรือ? ขอพระจันทร์ตะวันเป็นพยาน ฟ้าดินเป็นหลักประจักษ์ มั่นคงดุจหินผา ซื่อตรงดุจเปลวเพลิง แม้ต้องผ่านลมฝนเหมันต์วสันต์ ก็ไม่มีวันแปรเปลี่ยนแม้แต่น้อย!”
“เพราะคุณชายมีนิสัยเที่ยงธรรม ซื่อตรงและสุขุม รอบรู้ เมตตาเปี่ยมคุณธรรม ทั้งยังเพียบพร้อมด้วยคุณธรรมและความสามารถ เปี่ยมด้วยวิถีแห่งปราชญ์ ประพฤติตนเยี่ยงวิญญูชน การได้รู้จักคุณชาย คือวาสนาอันประเสริฐที่สุดในชีวิตของข้า!”
กล่าวจบ นางก็รู้ตัวว่าเสียงของตนดังเกินไป จึงลดเสียงลงเล็กน้อย “ท่านวางใจเถิด ข้าจะติดตามท่านไปตลอดแน่นอน”
แม้รู้ว่านี่เป็นเพียงคำประจบเอาใจเผยจิ่งเหิงก็ยังรู้สึกอารมณ์ดีขึ้นจริง ๆ
เมื่อถูกนางมองด้วยแววชื่นชมเช่นนี้ ใจเขาพลันไหววูบ เกิดความหุนหันขึ้นมาเล็กน้อย
อยากถามนางว่า เช่นนั้นเจ้ายินดีเข้าตำหนักบูรพา อยู่เคียงข้าตลอดชีวิตหรือไม่?
ทว่ายังไม่ทันเอ่ยปาก ก็เห็นนางขยับเข้ามาใกล้ แล้วเอ่ยเสียงเบา
“องค์รัชทายาท เห็นแก่ความจริงใจที่หม่อมฉันมีต่อท่าน ท่านต้องช่วยส่งเสริมบิดาและพี่ชายของหม่อมฉันให้มาก ๆ นะเพคะ”
เผยจิ่งเหิง “……”
ความหุนหันที่ผุดขึ้นในใจเมื่อครู่พลันสลายไปจนสิ้น
เขาเอ่ยด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “ที่เจ้าจริงใจต่อข้า ตกลงเป็นเพราะข้าคู่ควร หรือเพราะบิดาและพี่ชายของเจ้า?”
“ทั้งสองอย่างเพคะ”
เจียงหมิงถังหัวเราะแหะ ๆ พลางประจบอีกคำ “หากครั้งนั้นคุณชายไม่ตาแหลม มองเห็นความสามารถและส่งเสริมพี่ชาย ข้าก็คงไม่มีโอกาสรู้จักบุคคลเลิศล้ำดุจเซียนเช่นคุณชาย”
ได้ยินเช่นนั้น เผยจิ่งเหิงยิ่งไม่อยากพูดกับนาง
นี่ก็ยังเป็นเพราะบิดาและพี่ชายของนางมิใช่หรือ?
เฮ้อ
ช่างเป็นไม้ผุที่ดัดอย่างไรก็ไม่ได้จริง ๆ
เผยจิ่งเหิงส่ายหน้าเบา ๆ แล้วหันกายเดินต่อไป
