โบยด้วยไม้ทหารสามสิบที?!
ถ้อยคำนั้นราวกับสาดน้ำเย็นใส่ศีรษะ ทำเอาเฟิงชิงซานมึนงงไปหมด
กว่าจะได้สติกลับมา เมื่อมองเจียงหมิงถังอีกครั้ง แววตาก็พลันไม่เป็นมิตร
“แม่สาวน้อย เจ้ายังกล้ายื่นมือเข้ามายุ่งเรื่องในกองทัพอีกหรือ? เจ้าเป็นใครกัน?!”
ยังกล้าให้เจียงสือซวี่โบยเขาสามสิบที ช่างรนหาที่ตายเสียจริง
แต่ถึงจะคิดเอาชีวิตนาง อย่างไรก็ต้องชิมรสชาติของนางก่อน
เจียงสือซวี่เองก็มองน้องสาวอย่างไม่เข้าใจ
บทลงโทษในกองทัพล้วนมีกฎเกณฑ์กำหนดไว้ จะนำมาใช้ตามอำเภอใจไม่ได้ หลักสำคัญคือทำโทษเบาเพื่อเตือนให้จดจำ
หากทะเลาะวิวาทโดยไม่ก่อผลเสียร้ายแรง โบยยี่สิบไม้ก็นับเป็นโทษหนักแล้ว
ก่อนหน้านี้เขาเคยถูกลงโทษเพราะทะเลาะวิวาท แต่เป็นโทษตามกฎตระกูล มิใช่โทษทัณฑ์ทหาร
เจียงหมิงถังเอ่ยช้า ๆ ว่า “ข้าก็คือเด็กสาวบ้านนอกต่ำต้อยชั้นล่างที่นายทหารเฟิงกล่าวถึง เป็นเด็กสาวที่เพิ่งถูกตระกูลเจียงตามตัวกลับมา”
เฟิงชิงซานชะงักไปเมื่อได้ยิน ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเมื่อครู่นางเรียกเจียงสือซวี่ว่าพี่ชาย
ลู่หย่วนโจวใจพลันสะท้าน
คุณหนูเจียงได้ยินคำพูดเหล่านั้นทั้งหมดแล้ว!
ที่นางถูกผู้อื่นเหยียดหยามซ้ำแล้วซ้ำเล่า มิใช่เพราะเขาปฏิเสธการหมั้นหมายในคราวนั้นหรอกหรือ!
เขากำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว แทบอยากจะซัดเฟิงชิงซานอีกสักหน และก็อยากซัดตัวเองสักคราเช่นกัน
พอได้ยินคำว่าเด็กสาวบ้านนอก สีหน้าเจียงสือซวี่ก็เย็นเยียบลงแล้ว แววตาที่มองเฟิงชิงซานเต็มไปด้วยความอำมหิต
เจียงหมิงถังกล่าวอย่างเนิบช้าว่า “ก่อนหน้านี้ข้าเคยได้ยินมาว่า กองทัพมีลำดับชั้นเคร่งครัด ผู้ใดด่าทอผู้บังคับบัญชา ย่อมถือว่ามีความผิดฐานไม่เคารพ อาจถูกประหารด้วยการแขวนคอ ส่วนผู้ที่กล่าววาจาพาดพิงญาติของผู้บังคับบัญชา ก็อยู่ในข่ายความผิดฐานไม่เคารพเช่นกัน เพียงแต่โทษเบากว่า โดยพิจารณาตามขั้นยศ หากดูหมิ่นญาติของผู้บังคับบัญชาขั้นสี่ขึ้นไป ต้องรับโทษโบยด้วยไม้ทหารห้าสิบที”
