เจียงหมิงถังเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง “ตลอดทางที่ผ่านมา รวมกับแท่นฝนหมึกเล็ก ๆ ในมือเจ้า เจ้าเลือกของขวัญไปแล้วสิบเจ็ดชิ้น เหลือเงินให้ใช้เพียงหนึ่งหรือสองตำลึงเท่านั้น”
“แต่ชิ้นนี้ราคาตั้งสามสิบหกตำลึง เกือบเท่าเงินเดือนข้าทั้งเดือน เจ้าว่าข้าจะซื้อให้เจ้าหรือ?”
มู่กวนหลานตอบเสียงอู้อี้ “ไม่ซื้อ”
นางบอกแล้วว่าให้ได้แค่สิบตำลึง
ส่วนที่เกินมา ไม่มีแม้แต่เฟินเดียว
ช่างเถิด
ไม่เป็นไร
เขาได้รับมามากพอแล้ว
มู่กวนหลานกำลังจะบอกว่า เช่นนั้นไปดูอย่างอื่นกันเถิด
ทว่าเจียงหมิงถังกลับจับมือเขา วางหยกแกะสลักชิ้นนั้นลงบนฝ่ามือ แล้วกล่าวอย่างจริงจังว่า “ยินดีด้วย ตอบผิดแล้ว”
นางยิ้มเจ้าเล่ห์ “ข้าจะซื้อให้เจ้า”
หยกแกะสลักที่วางอยู่บนฝ่ามือนั้นแท้จริงแล้วมีน้ำหนักเบามาก
แต่ในชั่วขณะนี้ เขากลับรู้สึกว่ามันหนักราวพันชั่ง ทิ้งน้ำหนักลงในใจอย่างแน่นิ่ง
เขาจึงพูดจาติดขัดอยู่บ้าง กว่าจะเอ่ยประโยคสมบูรณ์ออกมาได้ก็ผ่านไปครู่ใหญ่ “เจ้าไม่ได้บอกหรือว่าให้ได้แค่สิบตำลึง?”
“มู่กวนหลาน เจ้านี่โง่จริง ๆ”
นางมองเขาด้วยแววตาดูแคลน “แค่นี้ก็เชื่อแล้วหรือ ข้าหลอกเจ้าอยู่แล้ว”
มู่กวนหลาน “...”
เขาอดโอดครวญไม่ได้ “เจียงหมิงถัง เจ้าแกล้งข้าอีกแล้ว!”
ทว่าในน้ำเสียงกลับไม่มีความโกรธหรือขุ่นเคืองแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม ยังเจือความยินดีที่ปิดไม่มิด
“ข้าก็ไม่คิดเหมือนกันว่าเจ้าจะหลอกง่ายถึงเพียงนี้”
นางเอ่ยพลางไปคิดเงินกับเถ้าแก่ ครั้นเสร็จแล้วจึงค่อย ๆ กล่าวขึ้นว่า “ตระกูลข้าแม้จะไม่มีอำนาจเท่าจวนอันเฉิงจวิ้นอ๋อง แต่ก็ไม่ถึงกับจ่ายเงินแค่นี้ไม่ไหว เป็นเจ้าที่ดูแคลนข้าเกินไป”
มู่กวนหลานพูดไม่ออก
จากนั้นนางก็เปลี่ยนเรื่อง “แต่ซื้อชิ้นนี้แล้ว เงินเดือนข้าก็เหลือไม่มากจริง ๆ เช่นนั้นถือเป็นของขวัญชิ้นสุดท้ายได้หรือไม่?”
