ยามช่วยเจียงหมิงถังให้รอดพ้นจากใต้กีบม้าได้สำเร็จ ในหัวของฉินเจ้าเย่มีเพียงความคิดเดียว
ดีที่นางไม่เป็นไร
ทว่าต่อมา เมื่อรู้ตัวว่ากำลังกอดนางไว้ในอ้อมแขน ความทรงจำที่เขาจงใจกดเก็บไว้ในมุมลึกที่สุดของจิตใจก็ทะลักพรั่งพรูออกมา
มันเข้าครอบงำร่างกายของเขาทั้งหมด ราวกับจะฉีกเขาออกเป็นชิ้น ๆ
ในห้วงพร่าเลือน ฉินเจ้าเย่รู้สึกว่าตนยังอยู่ในคุกใต้ดินของค่ายโจรแห่งนั้น
เลือดนองเต็มพื้น ซากแขนขากองสุม กลิ่นคาวเหม็นอุดจมูกจนเขาหายใจไม่ออก
บาดแผลบนร่างเกิดขึ้นไม่ขาดสาย ทุกวันมีคนหัวเราะเยาะและก่นด่าเขา หักกระดูก ใช้มีดเฉือนเนื้อ...
ไม่มีใครมาช่วยเขา
เจ็บเหลือเกิน
เขาคิดว่า หากตายได้ก็คงดี
เมื่อตายแล้ว ก็ไม่ต้องทนทุกข์อีก...
ดังนั้นเขาจึงปล่อยให้ตนจมดิ่งลงไปในทะเลซากศพ
เขาคิดว่าอีกไม่นานก็จะไม่เจ็บแล้ว ทุกสิ่งจะได้รับการปลดเปลื้อง
เมื่อน้ำเลือดข้นคลั่กอุดจมูกและปาก ลมหายใจเริ่มหยุดชะงัก รูม่านตาค่อย ๆ ไร้แวว มือที่สั่นเทาก็หมดเรี่ยวแรง เปลวไฟแห่งการเอาชีวิตรอดพลันดับมอดลงในที่สุด
ณ ริมขอบที่ความมืดกำลังจะกลืนกินเขา เสียงแผ่วเบาสายหนึ่งดังขึ้นข้างหู ทำให้จิตสำนึกอันพร่าเลือนของเขากระจ่างขึ้นเล็กน้อย
“ฉินเจ้าเย่... อย่าทำให้ข้าตกใจ...”
เสียงนี้...
คือเจียงหมิงถัง
เหตุใดนางจึงร้องไห้?
บาดเจ็บหรือ?
บาดเจ็บสาหัสหรือไม่?
...
รูม่านตาที่ไร้แววเริ่มหดตัว ปลายนิ้วที่แข็งทื่อค่อย ๆ สั่นไหว ความมืดมิดไร้ขอบเขตถูกฉีกกระชากออก ทะเลเลือดเลือนหาย คุกใต้ดินพังทลาย รอบกายเงียบสงัด เสียงหัวเราะเยาะและเสียงก่นด่าล้วนสูญสลาย
